หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การปลดปล่อย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การปลดปล่อย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การไล่ผีแบบของคาทอลิก How to cast out demons by Chatolic preasts.


การไล่ผีแบบคาทอลิก

การไล่ผีมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่?
 
ธรรมเนียมการไล่ผีนั้นมีมาตั้งแต่ยุคแรกของพระศาสนจักรแล้ว มีหลักฐานบันทึกเรื่องการไล่ผีหรือจิตชั่วที่ชัดเจนในพระคัมภีร์ คือเมื่อพระเยซูเจ้าไล่ผีหรือจิตโสโครกจากคนที่ถูกผีสิง (มก.1.21-28 มธ.12.22-23) พระองค์ไล่ผีจากเด็กชายคนหนึ่ง (มธ. 17.14-27) หลังจากที่พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว ธรรมเนียมการไล่ผีก็ยังมีอยู่ในนพระศาสนจักรเรื่อยมา

ความหมายของการไล่ผีในพระคัมภีร์

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ดูกันชัดๆ วิธีการอธิษฐานขับวิญญาณไสยศาสตร์ที่มากับการสักยัณห์



ไม่สงวนลิขสิทธิ ไม่ใช่วิธีการใหม่ เป็นวิธีการที่พระเยซูสั่งให้ผู้เชื่อแท้ทำเพื่อสำแดงพระเดชานุภาพในพระนามพระเยซูเจ้า



ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า “เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก [ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน] [[***ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด]] [[แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ]]

{{{มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น}}}

[ คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา ]

[เขาจะพูดภาษาแปลกๆ]

[เขาจะจับงูได้]

[ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา]

[[และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค”]]


ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า พวกสาวกเหล่านั้นจึงออกไปเทศนาสั่งสอนทุกแห่งทุกตำบล และพระเป็นเจ้าทรงร่วมงานกับเขาและทรงสนับสนุนคำสอนของเขา โดยหมายสำคัญที่ประกอบนั้น]

More ดูวิดีโอคลิปคำพยานจากคนที่หายโรคต่างๆ ในพระนามพระเยซู

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Names of demons cast out from Mary: December 9, 2010 รายชื่อวิญญาณ

รายชื่อวิญญาณที่รายงานตัวต่อเราเมื่อเราอธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์
น้องมาเรีย มาหาทีมของเราด้วยอาการปวดท้อง ไม่มีสันติสุข และมีความหวาดกลัว
ต้องนอนเปิดไฟนอนทั้งคืน ที่บ้านของน้องมาเรีย มีรูปเคารพนานาชนิด ก่อนที่วิญญาณจะถูกขับออก เราสั่งให้วิญญาณแต่ละตัวรายงานตัว และรับการสอบถามก่อนที่เราจะสั่งให้มันออกไป

1. (ความ)กลัว
2. (ความ)อัปลักษณ์
3.(ความ)โดดเดี่ยว
4. (ความ)เกลียด
5. (ความ)โกหก
6. (ความ)หลอกลวง
7. (ความ)อ่อนแอ
8. (ความ)ริษยา
9. (ความ)อาฆาต
10. (ความ)ขี่นขม
11. (ความ)ระแวง
12. (การ) กักขัง
13. ลูกกรอก
14. เจ้าแม่เนวะวาตี (อยู่ที่ศาลประจำหมู่บ้าน)
15. (ความ)เจ้าชู้
16. (การ)เอาเปรียบ
17. (ความ)จองหอง
18. (ความ)ขี้ขลาด
19. ความไม่พอใจ
20. ความสับสน
21. ความเห็นแก่ตัว
22. ความตะกละ
23. ตัณหา
24. ผิดหวัง
25. อินเตอร์เน็ต (การติด, เสพติด)
26. งู
27. (ความ)ลามก
28. ความเจ็บปวด
29.(ความ) เบื่อ
30. (ความ)ขี้เกียจ
31. หักหลัง
32. (ความ)ไม่ยุติธรรม
33. เหน็ดเหนื่อย
34. รูปเคารพทางศาสนา 
35. นำโชค
36. ความใคร่
37. ความหลงตัวเอง
38. ความท้อแท้
39. หลั่งงั้ง
40. นางกวัก (ตั้งอยู่หน้าห้องนอนของแม่)
41. ฤษี (ตำราหมอนวด ,ตัวหมอนวด)
42. หลวงพ่อเงิน (หัวเตียงนอน , มีหน้าที่่ กักขังเขา)
43. พี่ทอง (อยู่ในกุมารทอง)
44. รักยม (อยู่กับตาของเขา ตาเรียกเขามา)
45. ความมืด
46. เจ้าแม่ต้นโพธิ์ (สถิตที่ต้นโพธิ์หน้าวัด ,อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก,อยู่กับแม่เขาด้วย)
47. ชายชุดดำ(วิญญาณแฝงจากการ์ตูนโคนัน ,คอยขัดขวางเขาทุกอย่าง, มันจะทำให้เขาไม่พบแสงสว่าง)
48. ผีปู่ ย่า (บรรพบุรุธ) ติดตามมากับตา
49. วิญญาณเจ้าที่ (แม่เขาฝากไว้กับเขา)
50. เจ้าพ่อ (หลังบ้าน)อยูที่ศาลหลังบ้านของน้องมารีย์
51. วิญญาณพิธีกรรม
52. ฮาฟาเอล (อยู่กับพ่อของเขา,คอยทำให้เขาเกลียดพ่อ)
53. นารูเซ (มากับฮาฟาเอล)
54. ฟาติมา(อยู่ที่ชื่อของเขา , มากับพ่อของเขา)
55. เมเนม (มากับฟาติมา)
56. เมดาวี (มากับพร้อมกับวิษณุ)
57. วิษณุ (มาพร้อมลูกสมุน)

ต่อมาอีกประมาณสองอาทิตย์ น้องมาเรียกลับมาหาเราอีกครั้งด้วยอาการ หูอื้อข้างซ้าย
ทีมอธิษฐานเผื่อ ผมว่ามีแมงอีกเจ็ดตัว ทั้งตัวเก่าและตัวใหม่เข้ามาอีก 7 ตัว
เราไล่ไปทังหมดแล้ว
มีตัวใหม่เข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งตัว

คือ อาล้า

ไม่นานมานี่เราได้พบกับอีกคนหนึ่งที่มาขอรับการปลดปล่อย เราได้รายชื่อเพิ่มเติมคือ

อ้างว้าง
โดดเดี่ยว
เก็บกด กดดัน
แตกแยก
โกรธ
แช่งสาป
หมอผี
พญานาค
ผีเร่ร่อน
หมอผีอาข่า

มีคุณ จ จากกทม บอกให้เราเพิ่มว่า เขาพบอีกตัวหนึ่งชื่อว่า หยุมหยิบ อันนี้เราไม่เคยได้ยิน และยังไม่เคยพบ แต่ก็ขอจดไว้

วิญญาณเหล่านี้ถูกขับออกโดยฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์เจ้า
อ่านรายละเอียดจากบล็อคนี้ คลิกที่นี่

เปิดอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การปลดปล่อยจากวิญญาณแห่งความกลัว

การปลดปล่อยจากวิญญาณแห่งความกลัว 1
การอธิษฐานปลดปล่อย




การปลดปล่อยจากวิญญาณแห่งความกลัว2
การอธิษฐานปลดปล่อย จากวิญญาณแห่งความกลัว



ผู้หญิงคนนี้ได้บอกกับเราภายหลังจากที่เธอได้รับการปลดปล่อยว่า
เธอถูกรบกวนจากวิญญาณแห่งความกลัว บ่อยๆ ประมาณเดือนละครั้ง
ระยะเวลาประมาณสองปี ต่อมา วิญญาณมารบกวนถี่มากขึ้น คืออาทิตย์ละ 4 ครั้ง
ต่อมาเป็น สองสามวันต่อครั้ง แม้ว่าเธอจะเข้าร่วมการนมัสการกับศาสนาคริสต์ แต่เนื่องจากตอนที่เธอรับบัพติสมาเธอไม่ได้กลับใจจากบาปอย่างแท้จริง จนเธอได้พบกับทีมงานของเรา
เราไปอธิษฐานปลดปล่อยในคริสตจักรที่เธออยู่ จำนวนสองครั้ง
ในครั้งที่ 1 เธอไม่กล้าออกมารับการอธิษฐานเพราะเกิดความกลัวอย่างมาก
ต่อมาอีกหนึ่งอาทิตย์เราไปอธิษฐานปลดปล่อยและเยียวยาคนป่วยที่คริสตจักรของเธอในครั้งที่สอง ในครั้งนี้เธอกล้าออกมารับการอธิษฐาปลดปล่อยเนื่องจากเธอไม่อยากถูกรบกวนด้วยอาการวิญญาณร้ายรบกวน ด้วยวิธีทำให้เธอเอามือบีบคอตัวเองอีกต่อไป
กรุณาดูคลิปที่สองด้วย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลดปล่อย ที่

http://reeewat.blogspot.com

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

HOW Demons enter and make stronghold in the body.


Curses take root in the same way that demons enter. It may be that in the case of some curses, demons don't go inside the person, but somehow attach themselves to them anyway. The important thing in either case is to destroy the legal ground through which Satan's demons get access to afflict, harass and torment people.
It is often helpful to know the main ways that demons get into people. In order to get demons out, we usually need to know what it was that gave them the legal right to enter in the first place! Then by renunciation of that thing, and by determined faith in God, we can, with God's authority, command the related demons to leave. The demons will be forced to leave.
Demons cannot just enter people any time they want to. They need a legal opening to do so. Knowledge of the things that open the door to demons will also give us the knowledge of how to keep the door shut on them. It is also necessary in order to maintain our deliverance. What is the point of getting demons out, if they are only going to be let back in shortly?


Openings through which demons get in
Generational curses


1. Demons very often get into people while they are still in their mother's womb. Idolatry and occultic sins are transmitted to the third and fourth generations of those who hate God (Exodus 20:3-5). Demons have a right to enter the unborn babies of those who are under such curses. It is through demons that curses are transmitted from generation to generation.
This may not seem fair, but it is a reality. We inherit both good and bad from our ancestors, but because of Jesus, we can break out of the curse and come into the abundant life as God's children. Some people are a certain way because they have been demonically oppressed all their lives, even from the womb. People can think it is part of them, but really it isn't. They can be freed.
I personally needed much deliverance from spirits associated with the false religion of freemason. My great grandfather was a high level freemason and the curse associated with that did affect my family and I. After deliverance from this my spiritual life was able to go forward and I had much more peace in my walk with God. There was definitely a spiritual struggle and some demons had to be coughed out of my system as I came to the Lord Jesus for deliverance.
Many Indian people, even from believing families, need deliverance from the curses associated with the idolatry of their ancestors. For example, I've heard of new believers in Fiji of Indian origin needing deliverance from spirits of the monkey god which their ancestors worshiped. Strange monkey like manifestations occurred when this spirit was confronted.
When you read between the lines in the Bible you can see how certain sins come down the generations. Solomon was born of David and Bathsheba, a relationship which began in adultery. And so Solomon's love for foreign women became his downfall. He had 700 wives and 300 concubines, and his foreign wives led him into idolatry. Rehoboam, Solomon's son, also had plenty of wives and concubines - though he was a man of more modest means.
Abraham, Isaac and Jacob all had a problem with lying and deceiving. Abraham and Isaac both lied, saying their wives were their sisters. Jacob deceived his brother, and was later deceived by his own sons concerning Joseph. Even God's men can be vulnerable to this kind of generational character flaw.
This is not to say that a man is forced to sin because of the sins of his parents. Hezekiah was a good example of one king who refused to follow the ungodly example of his father. In Jesus Christ all can be freed from the chains of generational and cultural sins, and live in the perfect will of God. But often deliverance is needed before this can be realised.


Sins of Commission


"Do you not know that to whom you present yourselves slaves to obey, you are that one's slaves whom you obey, whether of sin leading to death, or of obedience leading to righteousness?" (Romans 6:16).
Jesus answered them, "Most assuredly, I say to you, whoever commits sin is a slave of sin." (John 8:34).
When people yield to particular sins often enough - even at the level of mental acceptance - demons can enter them. Actually, even one deliberate sin can open the door for a demon to enter. It does not always happen, but it can, especially where repentance does not happen quickly.
When a person is doing a sin that they hate and resent, it is no longer freedom - it is slavery. Yielding to sin always costs more than it gives. You may have done it freely the first time, but you can't stop doing it freely. Demons drive and compel people towards the same evil things. One of the areas where many people are most conscious of this is in the area of sexual lust and masturbation. People may also feel compelled to lie, cheat, steal or think blasphemous thoughts. It is by the work of the cross that all such bondages can be broken, and deliverance from demons is made possible by the victory Jesus achieved there.
There is the law of sowing and reaping, which states that "whatever a man sows, this he will also reap". Demons work to make sure people reap the negative things they have sown. If we sow deception, we will be deceived. If we sow hatred, we will reap it. "Those who live by the sword perish by the sword". For this reason alone we would do well to avoid sin. Only Jesus can free us from sin's chains, from the power of sin. Once he frees us, we do well to give ourselves to Him completely so we can enjoy Him fully and stay out of further bondage to evil.
To the extent we compromise with evil we become the slaves of it.


Sins of Omission


God said to Cain, "If you do well, will you not be accepted? And if you do not do well, sin lies at the door. And its desire is for you, but you should rule over it." (Genesis 4:7). Here "sin" is portrayed as a personality with the desire to rule over us. This speaks of demonic powers.
Sins of omission are the main reason that demons get into or back into Christians.We are supposed to be filled with the Holy Spirit as much as possible, and to seek the face of God. We are supposed to be devoted to prayer. However much we may seek to avoid this logic, when we are not doing this, we are living contrary to the will of God. And Satan knows it.
Demons return to empty vessels. The demon says, "I will return to my house from which I came. And when he comes, he finds it empty, swept and put in order. Then he goes and takes with him seven other spirits more wicked than himself, and they enter and dwell there; and the last state of that man is worse than the first." (Matthew 12:44,45).
Demons can only get back in when we are not doing what we are supposed to be doing. Paul said, "Nor give place to the devil." (Ephesians 4:27). We give place to the devil when we fail to give to God what truly belongs to Him, in terms of our praise, our love and our adoration.
If you have done this, be sure that God is well able to deliver you, but it will be when in your heart you truly return to the Lord as being the number one passion of your life.


Sudden shocks, traumas and crises


These can open the door for demons to get in - for example, a sudden shock might open the door for a demon of fear to enter a young child. That demon may have a stronghold for years afterwards, producing irrational fears in a person at odd moments. Once we are aware of this, we will be more prudent about the kinds of things we let our young children watch, and we will also learn the importance of praising God instead of going to pieces when the storms of life strike.
Rituals of non-Biblical religions and secret societies
These can open the door for demons to get into people - demons which will later work to blind them to the true gospel. Such spirits are also transmitted through curses down through the generations. Therefore, in seeking light from the Holy Spirit concerning a particular need for deliverance, be it in your own life or someone else's, be aware of this possibility.
Many forms of modern entertainment open people to demonic invasion.
Much in the film, television and music industries is inspired by satan and opens people up to satanic or worldly philosophy and the influence of demons. Pornography, occultic role-playing games or devices to supposedly communicate with the dead or tell fortunes all open people up to demons.
These days the majority of films and television shows rated PG or above have elements which glorify evil, promote lust, or inspire fear. Many video games, besides being a huge waste of time, have violent themes which at worst can inspire violent attitudes and behavior in people.



Hurts and Wounds from Others


When people don't deal properly with the hurts they receive from others in life, by forgiving them fully, they are going to be opened up to demons. Spirits of resentment, rejection, anger, hatred and bitterness are very common amongst people who have been dealt hard and hurtful blows by others. Christians who have been hurt by pastors or spiritual leaders are especially vulnerable. If this applies to you, for your own sake, forgive them, and avoid speaking evil of them. Otherwise you will go on suffering needlessly. Not dealing with the hurt correctly could mean you do more damage to the body of Christ than they did to you. Also, we are only forgiven by God to the extent that we forgive our Christian brethren from the heart (Matthew 6:12,14,15). That's just the way it is.


Covenants, Religious Festivals and Pilgrimages


Strong demons have a right to enter people who worship other gods, and especially when they make covenants to them. Satan is keeping the teeming millions of Asia in bondage through all kinds of religious festivals which renew the demonic covenants between a nation and the evil spirits that rule over them in the heavenly realms. When you see Hindu priests with hooks through their backs who apparently don't feel pain, you should realise we are not dealing with mere psychological or cultural curiosities. The pilgrimages to Mecca are a pillar of Islam whereby the evil spirits associated with that religion keep their grip on the minds of the faithful.
The Olympic Games is amongst other things a kind of pagan ceremony of Greek paganism. The spirit of Greece expresses itself in humanism, worship of the body, intellectualism and things like this. The amount of fuss created concerning the Olympic Games should alert us to the fact that it is a religious as well as a sporting event. It is well known that pagan priests are involved in the Olympic tradition, and the lighting of the Olympic flame, and Satan has always sought to use these games for his purposes. (God also has strategies to use the Games for His purposes too, but that is another subject).
The main point is that covenants and pilgrimages are often entry points for demonic powers. Satanic priest make a covenant with the devil, signed in their own blood, and many other religions involve pilgrimages and covenants which are not in accordance with God's revelation the Bible. They are inspired by a different spirit and lead to bondage whether people realise it or not.


Idols and Cursed Objects


Any object associated with idolatry can bring demons into a person's life. We need to be careful about bringing back trinkets from third world nations that may be associated with gods, fetishes or magic in any way. Any object with supposed occultic power brings demons to the owner. Some symbols like the Ying and Yang symbol, the upside-down broken cross used in witchcraft and the "Peace" movement all have demonic connotations and can open the door for demons.

Resource: http://www.christian-faith.com/forjesus/how-demons-enter

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลดปล่อย


การอธิษฐานด้วยการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
เป็นสิ่งสำคัญ มาก รูปแบบนั้น ไม่สำคัญ เท่ากับ การฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะนำ บ่อยครั้งที่มีผู้มาขอให้ผู้เขียนอธิษฐานอวยพร แต่พระองค์ กลับตรัส ทรงเตือน ให้ผู้รับอธิษฐาน ในบางเรื่องแล้วก็ค่อยอวยพร ครั้งหนึ่ง มีคน มาขอให้อธิษฐานเผื่อสามีของเธอ แต่พระเจ้ากลับ ตรัสให้ผมอธิษฐานอวยพร(ให้เธอกลับใจ)เแทน ครับ ให้เชื่อฟังให้เกียรติ สามีของเธอที่ เพราะเธอรู้สึกว่า สามีของเธอไม่รักพระเจ้า ไม่รักเธอ แต่แท้จริงเธอกำลังเป้นผู้ที่ควบคุมสามี ทุกอย่าง บ่นชอบตำหนิ สามี ของเธอให้เป็นอย่างที่เธอเป็น(วิธีการดำเนินชีวิต) แต่เธอไม่ยอมจำนนต่อ สิทธิอำนาจสามีของเธอ ม่ยอมให้สามีรักพระจรับใช้ตามที่สามีของเธอภนัด เห็นหรือยังว่า การฟังเสียงพระเจ้าในการอธิษฐาน แก่ผู้อื่น จึงเป็นพันธกิจหนึ่ง ที่เสริมสร้างได้ดีมากทีเดียว เพราะเป็นการสั่งสอนการเตือนจริงๆครับ

การอธิษฐานวางมือ เป็นงานรับใช้พื้นฐาน ของพวกเราผู้เชื่อทุกคน และทำได้ง่าย ทุกที่ ไม่ต้องมีตำแหน่ง ในคริสตจักร แต่เป็นอาวุธสำคัญ ที่จะปกป้องตัวเราเองหรือ ช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้ง ใช้เป็นยุทธวิธีในการประกาศได้ดีเยี่ยม เพราะก่อนที่พระเยซูคริสต์สั่งก่อนเสด็จสู่ สวรรค พระองค์ทรงตรัสสั่ง ให้ออกไปอธิษฐาน วางมือ ขับผี บัพติศมา ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ภาษาแปลกๆ และในพระธรรมฮิบรูก็สอนเราว่า การวางมือ เป็นพื้นฐานหลักข้อเชื่อ อันหนึ่งด่วยเช่นกัน แต่เราจะเห็นว่า คริสเตียนสมัยนี้ จะเห็นประสพการณ์ ในการ อธิษฐานวางมือ ขาดไป หรือน้อยลง หรือจะเรียกว่า เราเน้นการกลับใจ การประกาศ หลักข้อเชื่อ อื่นๆ แต่เลี่ยงการวางมือไปเสียแล้ว เราจะทำกันเพื่อการอวยพร เท่าที่จะทำ แต่ไม่ได้เป็นพันธกิจหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราที่จะช่วยเราได้อย่างมาก มหาศาล

(มก16: 15-19 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า "เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า) พระธรรมฮิบรูเอง ก็ กล่าวถึง หลักข้อเชื่อพท้นฐานของคริสตชน ฮีบรู 6:1-2 เหตุฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่วางรากฐานซ้ำอีก คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย เรื่องความเชื่อในพระเจ้า และคำสอนว่าด้วยพิธีล้างชำระ และพิธีวางมือ และการเป็นขึ้นมาจากตาย และการพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์นั้น แต่เราจะเห็นว่า คริสเตียนสมัยนี้ จะเห็นประสพการณ์ ในการ อธิษฐานวางมือ ขาดไป หรือน้อยลง หรือจะเรียกว่า เราเน้นการกลับใจ การประกาศ หลักข้อเชื่อ อื่นๆ แต่เลี่ยงการวางมือป)

รูปแบบ กับความชอบ ไม่ใช่คำตอบในการอธิษฐานวางมือ แต่การทรงนำ การสั่ง จากพระวิญญาณสำคัญกว่า เราจึงอย่า สร้างกำหนดรูปขึ่นมา แบบเดียว ในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่น พระเยซูคริสต์เอง บางครั้งพระองค์ก็ใช้วิธี แปลกๆ เช่น สั่ง ขับผี พูด ปกติธรรมดา หรือ รักษาโรคโดย เอาโคลนป้ายตา หรือ แต่ตอนนี้ผมอยากจะพูดหลักการเบื้อง ต้น ในการทำพันธกิจนี้ ก่อน เพื่อท่านจะได้รับการยอมรับ และ ทำพันธกิจในมิติที่ได้กว้าง ขวางขึ่นไปอีก อีกทั้งสามารถช่วยเหลือคนได้หลายด้านด้วย หากท่านค่อยๆฝึกจนชำนาญ แล้ว และได้ยินเสียงพระเจ้าชัด พันธกิจของท่าน จะช่วยคนได้มาก และเห็นผลชัดเจนมาก ครับ ทำไมผมจึงเขียนเรื่องนี้ขึ่นมา ? เพราะจาก การสัมนา อบรม หรือร่วมทำพันธกิจ การสร้างผู้นำ ในพันธกิจวางมือ ให้กับ ผู้รับใช้ที่กำลังฝึกไหม่ หรือรุ่นน้องที่กำลังร้อนรน ผมเห็นสิ่งหนึ่ง คือ การกำหนดรูปแบบ ที่เคยทำสำเร็จแล้วก็นำกลับมาทำอีก หรือ ทำแต่สิ่งที่ตนเองชอบ หรือ ทำแต่รูปแบบที่ตัวเองอยากทำ ทั้งที่พวกเขาเหง่านั้น กำลัง เคลื้อนในพระกาย ที่หลากหลาย และมากด้วย ความต้องการ ของที่ประชุม หรือ ผู้นำบนธรรมมาส วิทยากรหรือศิษยาภีบาลกำลัง บอกมห้ทำบางอย่างเช่น บางรายการ ผมได้รับการทรงนำให้ ที่ประชุม อธิษฐานอวยพรซึ่งกันและกัน หรือ ปลดปล่อย ถ้อยคำแห่งชับชนะ แห่งความเชื่อ แต่ก็จะมีบางท่าน ก็จะเริ่ม เอามือวางที่ศรีษะ คู่อธิษฐาน(ผู้รับการอธิษฐาน อาจเป็นผู้เชื่อไหม่ หรือ ผู้เชื่อเก่าที่ไม่เข้าใจ) จากนั้น น้องท่านนี้ เริ่ม เจิม ด้วยๆฟบ้าง ปลดปล่อยถ้อยคำ การเจิม ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษบ้าง ไทยบ้างที่เลียนแบบ จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ผมกับที่ประชุม ต้องก็รอคนคู่นี้อธิษฐานเสร็จ ก็กินเวลาในการสอน ทำพันธกิจอย่างอื่นต่อไป ไปนานเลยครับ

เรื่อง ไม่จบเท่านั้น คาบต่อไป ผมสอน และ เริ่ม เรียนในหัวข้อ การอธิษฐาน ตัดความสัมพันธิ์บ้าง หรือ ประกาศการยกโทษ หรือ ปลดปล่อย จากการผูกมัด หรือ ประกาศ พระสัญญาของพระเจ้า แต่ พี่น้องท่านนี้ยังคง ทำเหมือนเดิม คือ จะเริ่มเจิม ดังที่เล่า กับคู่ต่อไป ทำแบบเดิม ไป เรื่องที่น่า เศร้าคือ น้องผู้รับใช้ท่านนี้ผมชมว่า มีหัวใจที่ดี ในการรักพระเจ้า แต่ ว่า เขาขาด การเชื่อฟัง หากเป็นทหาร เข้าสู้รบ สู่สงคราม กองร้อยนั้น แพ้ราบคาบแน่นอน ครับ หรือหากเป็นทีมฟุตบอล ก็คือ จะทำให้ด็ชปวด หัว เพราะคำสั่งให้วิ่ง สลับ ชา เตะลูกบอล หรือ ฝึกโหม่ง คนๆหน่งไม่สนใจ จะเตะเข้าโก อย่างเดียว ลองคิดว่า ทั้งทีมจะได้รับการพัฒนาไปได้มากแค่ไหนครับ หรือออกสู้รบ บางครั้งในความเงียบ ในป่า อาจใช้มีด บางสถานการณ์อาจใช้ปืน บางโอกาส ต้องใช้ธนู แต่คนนหนึ่ง จะโยนระเบิดอย่างเดียวทุกสถานการณ์ เพราะใช้อาวุธผิดประเภท ผิดกาละเทศะสิครับ จนสุดท้าย เสียงสะท้อน กลับมาถึงผมคือ คนส่วนไหญ่ ไม่อยากจับคู่ อธิษฐานกับ ท่นผู้นี้ เพราะ ไม่ได้ฝึกตามขบวนการหลากหลาย ที่เข้ามาร่วมสัมนนา เพราะต้องมารับรูปแบบเดียว กับน้องผู้รับใช้ จากคนๆนี้ น่าเสียดายครับ เขามีหัวใจดี แต่ขาดการเชื่อฟัง คำสั่ง ใช้ สิทธิอำนาจ ในทางที่ผิด เป็นคนมีหัวใจดี แต่ไม่มีใครยอมรับในความร้อนรนของน้องผู้รับใช้ท่านนี้ น่าเสียดาย ที่ผมได้มีโอกาสสอนเตือน วันนี้เขายังคง เชื่อในรูปแบบของเขาว่า เจิม เท่านั้น เป็นคำตอบทุกสิ่ง แต่อย่าลืมว่า การเจิม จะมาพร้อมกับการเชื่อฟัง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และเสียงของพระวิญญาณที่บอกเรา ไม่ใช่ สิ่งที่เราชอบที่จะทำเท่านั้น วอชแมนนี กล่าวว่า “ท่านจะมีสิทธิอำนาจ ได้นั้นท่านต้องอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจครับ”

หนึ่ง สิ่งที่ต้องคำนึง คือ กาละเทศะ ในการอธิษฐานอวยพร อยากหนุนใจ คือ การวางมืออธิษฐานแบบอวย พร ซึงกันและกัน ใน คริสตจักรมากๆ พระเยซู ทรงอวยพร เด็กๆ ทรงสั่งให้ไปตามบ้านใดก็อวยพรบ้านนั้น เรา ทำได้กับทุกคน ไม่เครียด สนุก สบายๆ อบอุ่น ไม่ว่า เด็กหรือผู้ไหญ่ ผู้เชื่อไหม่หรือเชื่อมานาน ทำได้เท่าที่ทำ ความสำคัญ อยู่ที่ฤทธอำนาจของพระวิญญาณ ทรงสัมผัส และสถิตอยู่ด้วย ฤทธิอำนาจ ไม่ใช่ที่มือเรา แม้เป็นผู้เชื่อเก่าหรือไหม่ เก่งไม่เก่งมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง มือและหัวใจอันเต็มด้วยความรัก เป็นเครื่องมือ สัญญักษณ์ ที่จะให้พระพรของพระเจ้า ไหล ผ่านพวกเราไปสู่ ซึ่งกันและกัน แต่การอธิษฐาน ควรให้เกรียติผิอื่น เช่น ขออนุญาติ บางท่าน เพราะบางทีเขาอาจไม่พร้อมจะรับคำอธิษฐานจากท่าน มีเหตุผลมากมาย หรือการอธิษฐานแก่ ผู้ที่อาวุโสกว่า หรือแก่สตรี ท่าทาง หรือการ แตะเนื้อต้องตัว ควรที่จะเหมาะสมครับ เราทำได้ทุกที่ แม้การเปิดตาอวยพร ตามข้างถนน ขับรถไปเปิดตาอธิษฐานอวยพรแก่กันในรถ เห็นไหมครับว่าผ่อนคลาย (ยกเว้น พระวิญญาณจะสั่งชัด และมีการเยี่ยมเยียนจากพระองค์ หรือมีการเทของพระวิญญาณ เสด็จมา ตอนนี้ท่านตามเคลื่อนไปเลยครับ) แต่หากยังไม่มีอะไรพิเศษ ก็สนุกกับการรับพระพร ในการ อวยพรแก่กัน ดีกว่า ครับ

สอง ทักษะบางเรื่อง การอธิษฐานเพื่อเยียวยา บำบัดปลดปล่อย สำหรับผม การอธิษฐาน ทำพันธกิจแบบนี้ หากเป็นไปได้ การเผยวจนะ การเยียวยา การปลดปล่อย การขับผี การนำสารภาพบาป ตัดความสัมพันธิ์ ควรเปิดตาจะดีกว่า เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าว่า ผู้ที่รับการอธิษฐาน รับทำพันธกิจจากเรา มีบาดแผล จะสำแดงอาการ อะไรออกมา ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้อธิษฐานเผื่อท่านหนึ่ง สักครู่ เธอเริ่มมีอาการสั่น ร้องให้กรีดร้อง ดึงผม ของตัวเอง เอามือชกขึ่น บนฟ้า ไปโดน บางท่าน เห็นหรือยังว่า การอธิษฐานปลดปล่อยเยียวยา จะเกี่ยวกับ วิญญาณและบาดแผล อารมย์ที่บาดเจ็บ ที่ปะทะกับฤทธิอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากท่านอ่านพระคัมภีร์ จะเห็นว่าพระธรรมยอห์น 17พระเยซู อธิษฐานเปิดตา และ ออกเสียง จน ยอห์นบันทึกคำอธิษฐานนั้นได้ การอธิษฐานพันธกิจแบบนี้ หากเราหลับตา เรอาจรับบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจได้ครับ และหากแก้สถานการรณ์ไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดการเสียหายมาก อีกรายหนึ่ง ขณะอธิษฐาน โดยปกติเธอเป็นคนเรียบร้อยมาก พอผ่านไปสักครู่ เธอยืนขึ่นและวิ่งไปที่หน้าต่าง เพื่อะกระโดด ฆ่าตัวตาย ดีนะครับที่ทีม เราฝึกเปิดตา วิ่วจับเธอไว้ และปิดหน้าต่างทัน ซึ่งเราจะคุยกันในหัวข้อ การวางมืออธิษฐาน ในการทำพันธกิจ บำบัดปลดปล่อย ในอนาคต ครับ

ตอน นี้มาเข้าเรื่องอีกที แล้วเราลองสิครับว่า ผู้รับอธิษฐาน กำลังการต้องการการปลดปล่อย เรื่องเสพติดบางเรื่อง แต่มีบางคน ก็เริ่มเจิมด้วยๆไฟ ส่งต่อไฟ ดังรูปแบบที่ผมกล่าวตั้งแต่ต้นให้ฟัง แทนที่จะนำผู้รับการอธิษฐาน ประกาศการให้อภัย สารภาพบาป กลับใจไหม่ ปลดปล่อย จะดีกว่าไหมครับแล้วค่อยเจิม เพื่ออฤทธิอำนาจ ของพระเจ้าจะได้เยียวยารักษา ฟื้นฟูชีวิตผู้รับคำอธิษฐานไหม่ ซึ่งเรื่องนี้ เราต้องฟังเสียงพระวิญญาณ ด้วยว่า เราจะเจิมก่อนหรือนำการสารภาพ ปลดปล่อย เยียวยาก่อน(เรื่องนี้ยืดหยุ่นได้ และต้องฟังเสียงพระวิญญาณในตอนนั้น) เพราะ บางครั้ง คนเรายังไม่สามารถสารภาพบาป กลับใจไหม่จากความบาปบางเรื่อง และยังพึงพอใจกับบาปนั้นอยู่ เขาเข้ามาเพื่อจะจัดการตามขบวนการ ดรียนรู้และ เข้าใจ แต่กลับมีบางคน เริ่มมาเจมอีกแล้ว จะเกิดผลหรอครับ ?ทำไม? เพราะผู้นั้นยังรักจะเก็บความบาปนั้นอยู่ สำหรับผม อธิษฐานปลดปล่อย นำสารภาพก่อนเจิมดีกว่าครับ ส่วนเรื่องการเจิมนั้น ท่านสามารถอ่าน ในเรื่อง เมื่อรับการอธิษฐาน และพันธกิจในการอธิษฐาน และผมเชื่อ และ รัก เน้นเรื่องการเจิม ล้านเปอร์เซ็นครับ แล้วจะเขียนในเรื่อง นี้เช่นกันในอนาคต

สาม กุญแจ และ ข้อคิด ในการอธิษฐาน เพื่อส่งต่อการเจิม
อัน นี้ ผมอยากไห้เราพิจารณาดีๆครับ เพราะมีหลายคน เมื่อเข้าไปตามงานสัมนา หรือการประชุม ในคริสตจักร เที่ยววางมือ อธิษฐาน เจิมส่งต่อการเจิม หรือเรา จะใช้อีกคำว่า Impartation เป็นศัพท์ ใน พระคัมภีร์ คือการส่งต่อ มีหลายความหมายนะครับ เช่น ส่งต่อ สิทธิอำนาจ ส่งต่อหน้าที่ เช่น โมเสส ส่งต่อหน้าที่ ภาระให้แก่โยชูวา มันรวมถึงภาระหน้าที่ เอลียาห์ ส่งต่อให้เอลีชา เปาโลส่งต่อให้ ทิโมธี นั่นย่อมแสดงว่า โมเสส เอลียาห์ เปาโล เป็นเจ้าของๆประทานการเจิมนั้น ท่าน เหล่านั้น ปล้ำสู้ ปฎิบัติ ศึกษา เรียนรู้กับพระเจ้า ชั่วโมงบินสูงมาก ทำจนเป็นสิทธิอำนาจ เป็นเจ้าของๆประทานนั้น เป็นชีวิต ที่ทำในพันธกิจ รู้วิธีรับการเจิม จากการเชื่อฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ ใช้เวลาความสัมพันธิ์กับพระวิญญาณในการทำ พันธกิจ และรู้วิธีการรักษา และรู้ว่าควรจะส่งต่อให้ใคร เพราะในพระคัมภีร์สอนว่า อย่ารีบด่วน วางมือใครเจิมใครด้วยเช่นกัน และคนที่เรา จะวางมือส่งต่อ มอบสิทธิอำนาจนั้น

การ เจิม นี่แหละที่เรากล่าวถึง มันรวมไปถึงการเยียวยา ปลดปล่อย รื้อฟื้นความรักจากพระเจ้า แลปลดปล่อยของประทาน แล้วแต่พระวิญญาณจะนำ และที่สำคัญในคริสตจักร เป็นการางมือเจิมเพือรับกำลัง ด้วย การส่งต่อไฟ ของประทาน แต่ควร มีหลักการสำคัญ คือ เราควรเจิม วางมือ คนประเภทแรกคือ ควรวางมือให้กับผู้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ(กดว.27:18 และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "จงนำโยชูวาบุตรนูนผู้มีพระวิญญาณอยู่ภายในเขามา จงเอามือของเจ้าวางบนเขา) คนประเภทที่สอง ซึ่งอ.เปาโลเตือนเราไม่ให้ด่วนวางมือ จนกว่าเราจะพิสูจน์ คนเหล่านั้นก่อน (1ทธ.5:22 อย่าด่วนเอามือวางเจิมผู้ใด และอย่ามีส่วนร่วมในการกระทำบาปเลย จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์ )

ปัจจุบัน มีการประชุมสัมนาพิเศษ มีการวางมือ เพื่อรับการเจิม ผมเข้าใจว่าเป็นการอธิษฐาน เพื่อเยียวยา ปลดปล่อย และระเบิดของประทาน หรือแล้วแต่น้ำพระทัยของพระวิญญาณ ที่จะสัมผัส สำแดงในเวลานั้น เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะผมก็ชอบที่จะรับการอวยพรการเจิมด้วยไฟ จากผู้รับใช้เหล่านี้ ที่พระองค์ทรงโปรดให้มาอวยพรเรา แต่ผมกำลังเตือน น้องๆผู้รับใช้รุ่นไหม่ว่า เราควรทำ ให้ถูกต้อ วาระ กาะเทสะ จะดีแสวยงามที่สุด ในการประชุมแต่ละครั้ง

พวกเรา ที่กำลังพัฒนาเรียนรู้ ฝึกฝนในคริสตจักร ในการทำพันธกิจกับผู้เชื่อ เพราะพวกเรา เมื่อไปร่วมสัมนา หรือเมื่อศิษยาภิบาล นำการสอนการประชุม หลายคนไม่ทำตามคำสั่ง หรือเคลื่อนไปด้วยกัน ทำไมบางคนเที่ยวไปเจิม ส่งต่อส่งไฟ เขาน่าจะรับ เรียนรู้จะแช่ในการทรงสถิต หรือ ฟัง คำสอน ดู เรียนรู้ เพราะวิทยากรก็อยู่ที่นั่นแล้วในวันนั้น เมื่อเขามาเรียน รู้ จับคู่อธิษฐาน วิทยากร สั่ง บอกให้ ทำพันธกิจใน แบบต่างๆเพื่อการพัฒนาทั้งคู่ที่เขาได้จับคู่ และตัวเขาเอง จะได้รับการพัฒนาทั้งคู่ แต่ห่กเขายังคงเน้นจุดเรื่องที่เขาจะทำคือ เจิมอีก ผมเกรงว่า การพัฒนานั้น จะไม่เกิดทั้งคู่ เพราะ สองคนไม่ได้ฝึกในขณะที่มีวิทยากรอยู่ด้วย ผมไม่ได้ตำหนิว่าใครส่วนตัวนะครับ แต่มันเป็นปัญหา ของผู้ที่เคลื่อนในการเรียนรู้ที่จะทำพันธกิจ ในการอธิษฐาน อยากหนุนใจว่า พระเยซูคริสต์เอง ขณะทำพันธกิจ พระองค์ทรง มีการอวยพรเด็กๆ มีการสอน มีการขับผี มีการ รักษาโรค และมีหลายรูปแบบ เช่น สัมผัส เรียก ลาซาลัส ให้ฟื้น เรียกเด็กที่ตายให้ฟื้น พระองค์ไม่ใช่ เจิมๆตลอดเวลา

ผม กล่าวเช่นนี้ เพื่อ ท่านจะได้ทำพันธกิจ ได้กว้างขึ่น มากขึ่น และตรงประเด็น ครับ เมื่อมีคนเชิญท่านไป ทำพันธกิจ หรือ ในคริสตจักร เมื่อมีการให้อธิษฐานเผื่อกัน คนในห้องประชุม มีปัญหา ความต้องการหลากหลาย บางคนตอนนี้ ต้องการการหนุนใจ บางคนต้องการ การเจิมด้วยเช่นกัน บางคน มีบาดแผล ต้องการเยียวยา บางคนต้องการระบาย ความในใจ หรือ หาคู่ที่อยากปลอบใจเขา เราควรทำตามนั้นดีกว่า แต่ที่สำคัญ เราต้องให้เกียรติ ผุ้ที่จัดประชุม ว่า วันนั้น เขาต้องการเน้นเรื่องอะไร ครับ

หากเป็นเช่นนี้ ใครๆก็อยากไห้ท่านอธิษฐานเผื่อ ท่านไม่ต้องวิ่งไปหาใคร คนทั้งหลายจะเสาะหาท่านเอง เพราะคำอธิษฐานของท่าน เจาะจง ตรงประเด็น ตามการทรงนำ และ เห็นผลพิสูทน์ได้ครับ

ที่มา: http://www.james7.org/

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

Deliverance and Healing 75 การปลดปล่อยจากโรคภัย 12 ก.ย.2010-

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2010 Sunday September 12, 2010
คณะของเราเดินทางไปอำเภอแม่จันเพื่อเทศนาสั่งสอนและอธิษฐานอวยพรคนเจ็บคนป่วย
ขอบคุณพระเจ้าในคราวนี้ก็เหมือนครั้งๆ ก่อน พระเยซูคริสต์ผู้เป็นอยู่ยังทำการรักษาพี่น้องให้หายจากโรคภัยหลายอย่าง ขอบพระคุณพระเจ้า

We went to a church in Meachan. We ministered to people who are Christians. Some have come to Jesus only a few months. Some only a few weeks. In their bodies they carry many diseases and sicknesses. Some people who have tatoo even have some demons inside their bodies. This truth may be shocking to many traditional preachers but it is real. Demonization is real. When we prayed in the Name of Jesus they have been healed.
ดูวีดีทัศน์ที่แนบ


2. หูหนวกได้ยินอีกครั้ง Deaf ears were opened.


เป็นโรคความดันสูง 285 หายทันที High bloo pressure has been healed.
click on the link to watch the testimony.

นอกจากนี้ยังมีคนอีกหลายคนที่หายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ ตามร่างกายอย่างอัศจรรย์
เราเขียนเรื่องนี้เพื่อบอกให้ทุกคนที่ต้องการแสวงหาความจริง ต้องการที่พึงพิงทางจิตใจที่แท้จริง
ขอให้ท่านเข้ามาแสวงหาพระเจ้าที่ชื่อว่าพระเยซูคริสต์ แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง เพราะพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่ นี่คือประจักษ์พยานหลักฐานที่ยืนยันว่า พระเยซูคริสต์ยังเป็นอยู่

Many of the worshipers of Jesus received miracles of healing.
This is to certify that Jesus is alive and He still does miracles everyday.
If you want to meet the most high and true living God. Jesus Christ is all you want.
Shalom.


วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

หากคริสตจักรต้องการฟื้นฟู

หากคริสตจักรของท่านต้องการการฟื้นฟูฝ่ายจิตวิญญาณ

1. ติดต่อที่อยู่ตามอีเมล์ที่อยู่หัวบล๊อค
2. วางแผนการฟื้นฟูกำหนดเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน
3. รณรงค์ หนุนใจพี่น้องให้ร่วมใจกันอธิษฐาน จัดทีมอธิษฐานด้วยการอธิษฐานวิงวอน การถืออด
4. ทีมงานจะเดินทางไปจัดสัมมนา สอน หรือหนุนใจด้วยพระวจนะแก่คริสตจักรที่สนใจ
5. จัดการฟื้นฟู
6. คริสตจักรจัดสอนพระคัมภีร์อย่างเป็นระบบ และติดตามผมพี่้น้องเพื่อจัดการอบรมอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ
ในการเชิญไปฟื้นฟู หรือไปร่วมฟื้นฟู หากเป็นการจัดภายในท่านจะได้รับการสนับสนุนไม่มากนัก
แต่หากท่านจัดฟื้นฟู ให้มีคนเข้าร่วมตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ท่านจะได้รับการช่วยเหลือค่าอาหารว่างด้วย

ท่านไม่ต้องจ่ายค่าป่วยการ ค่าน้ำมันหรือใส่ซองถวายใดๆ แก่ผู้เทศนาและทีมงานแต่อย่างใด
ทางทีมงานยินดีถวายสมทบในส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการฟื้นฟูด้วยส่วนหนึ่ง

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Truth about Delverance


KEY POINTS ON HEALING AND DELIVERANCE MINISTRY!
• Be sure you understand the Power of Attorney.
(II Timothy 3:16-17; Acts 3:16; Acts 4:12; John 14:12-15; Mark 1:27)

• Be sure your prayer life is well developed and your spiritual walk before the Lord is holy and upright.
(Leviticus 11:44-45; Numbers 11:40-41; I Samuel 1:12; Daniel 6:11; II Timothy 1:9).

• Be sure to live a life evidenced with daily forgiveness, repentance, renunciation of sin, and actively bearing the Fruit of the Spirit.
(Daniel 9:20; Mark 11:25; Ephesians 6:18; I Thessalonians 5:17; Jude 20).

• Know that the realm of the demonic is REAL and their assignment is to steal, kill, and destroy Christian believers. (Isaiah 8:19-22; Daniel 10:13; Matthew 12:28; Mark 5:1-20; II Corinthians 12:7)

• Understand the power and anointing we operate in is NOT ours, but a divine a gift of empowerment through God's sovereignty and grace.
(Matt 20:25-28; Ephesians 2:1-10; John 15:16; John 6:44; Acts 13:48).

• Be extremely weary of spirits for pride and arrogance when God manifest His power and glory in one's ministry. All glory and honor should be given to Almighty God.
(Psalm 10:4; Psalm 59:12; Proverbs 8:13; Proverbs 11:12; I Timothy 3:6).

• Know that spiritual warfare is ongoing. Therefore, strategic and tactical warfare should be defined and contextualized in accordance with the specific spiritual climate and environment.
(Exodus 15:3; Deuteronomy 20; Psalm 18:34; Ecclesiastes 3:8; II Corinthians 10:4-7).

• The enemy will always attack where one is weakest and most vulnerable, so be sure you have adequate covering, ammunition, and back up.
(Isaiah 50:4; Jeremiah 31:25; Habakkuk 2:12-15; Galatians 6:9; II Thessalonians 3:13).

• You must be sure of your deliverance BEFORE you can minister deliverance to others, since demons can readily be transferred to individuals being ministered to.
(Joel 2:32; Matthew 18:32-35; Luke 4:18; II Timothy 4:17; Hebrews 11:35).

• The spiritual maturity to clearly and accurately hear and discern God's voice is critical to any authentic healing and deliverance ministry.
(Psalm 95:5-6; Isaiah 6:8-10; Jeremiah 3:21-25; John 10:3-5; Revelation 3:20-22).

• Be sure to acquire daily covering of self, one's family, and loved ones under the precious blood of Jesus.
( Exodus 12:37-51; Deuteronomy 16:1-5; II Chronicles 35:18-19; I Corinthians 5:7; Hebrews 11:28).

• Never enter a battle with the enemy underprepared. Be sure to put the whole armour of God on before engaging the enemy. (Psalm 18:34-35; Romans 6:11-14; Romans 13:12-14; II Corinthians 6:7-10; Ephesians 6:10-17).

More Info at: http://www.endtime-ministries.com/deliverance.htm