หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาคริสตจักร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาคริสตจักร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คริสเตียนยิว นมัสการพระเจ้าแบบนี้

คนยิวที่เป็นคริสเตียนเขานมัสการพระเจ้าด้วยการเต้นรำ
คริสเตียนไทยได้หรือเปล่า หลายคนทำไม่ได้ เพราะไม่ได้ฝึกมากกว่า

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

ครั้งหนึ่งที่ผมเคยทำเพื่อลูกหลานคริสเตียนไทยในวันคริสต์มาส



พี่น้องชาวคริสต์คงไม่ค่อยมีใครกล้าและบ้าบิ่นแบบผมหรอก คริสเตียนที่เป็นครูก็มีมากมายทั่วประเทศไทย แต่ยังไม่มีใครกล้าทำ    แต่ผมทำไปแล้ว และเก็บไว้หลายปี เพื่อจะบอกชาวคริสต์ว่า ประเทศไทยเขามีระเบียบห้ามโรงเรียนจัดกิจกรรมอะไร ที่ทำให้นักเรียนลาหยุดในวันคริสตมาสไม่ได้แล้ว

ผมสังเกตมาหลายปีว่า ทำไมโรงเรียนรัฐบาลหลายโรงเรียน แม้ว่าจะมีครูที่จบการศึกษาระดับสูง  บางคนเคยเรียนโรงเรียนคริสเตียน แต่ พอเขามาทำงาน เขาไม่เคยคิดถึงวันคริสตมาสเลย พวกเขาจัดสอบวันที่ 25 ธันวาคม มาตลอด ผมมีลูกหลายคน ผมสังเกตมาหลายปี ทนไม่ไหว ส่งจดหมายถึง เจ้านายใหญ่ของกระทรวงศึกษา สำนักการการศึกษาขั้นพื้นฐานเสียเลย

ผลปรากฎว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 เป็นต้นมา โรงเรียนในจังหวัดต่างๆ ไม่จัดสอบวันที่ 25 ธันวาคมอีกเลย  ขอบพระคณุ พระเจ้าและ คุณหญิงกษมา ที่ช่วยให้ลูกหลานคริสเตียนได้ไปโบสถ์ในวันคริสต์มาสได้
 
To:
  From: kasamvar@emisc.moe.go.th (kasamvar@emisc.moe.go.th)

Sent:
  Wed 12/03/08 6:30 AM
reewat mu (reewat@hotmail.com)

Re:  ขอความเมตตา  เด็กอยากลาวันคริสต์มาสก็ทำไม่ได้

ส่วนบนของฟอร์ม
เรียน ท่านผู้ปกครอง
ดิฉันได้รับทราบแล้ว ขอขอบคุณที่ส่งข่าวให้ทราบ พร้อมนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตทุกเขต เรื่อง การอนุญาตให้นักเรียนลาหยุดเพื่อร่วมกิจกรรม วันสำคัญทางศาสนา เพื่อให้แจ้งไปยังสถานศึกษา
ในเขตพื้นที่ทราบและถือปฏิบัติ ตามหนังสือที่ส่งมาด้วยพร้อมนี้
 คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน


----- Original Message -----
จาก: "Reewat Mu"
ถึง: kasamvar@emisc.moe.go.th
ส่ง: วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008, 17 นาฬิกา 43 นาที 35 วินาที
หัวเรื่อง: ขอความเมตตา เด็กอยากลาวันคริสต์มาส ก็ทำไม่ได้

เรื่อง ร้องเรียนโรงเรียนที่มีตารางสอบตรงกับวันที่ 25 ธ.ค.
กราบเรียน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
 
            เนื่องจาก กระผมเป็นผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับความกดขี่และ ความไม่เป็นธรรมจากทางโรงเรียนรัฐบาลหลายๆ โรงเรียนเป็นเวลาหลายปี สืบเนื่องมา ทั้งที่สิ่งนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร    และตัวกระผมเองไม่มีเจตนา และไม่อยากจะรบกวนท่านเลยแต่ก็จำใจ   จำเป็นต้องกราบเรียนมาเพื่อทราบ เพื่อท่านจะได้รับทราบขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นเนืองๆ เสมอมา  กระผมขอสรุปความสั้นๆ ดังนี้
            โรงเรียนรัฐบาลหลายแห่งในจังหวัดxxxอาทิ  โรงเรียนxxxxxวิทยาคม โรงเรียนxxxวิทยาคม   และอาจมีโรงเรียนอื่นๆ อีกหลายโรง ที่กระผมไม่ทราบ หรืออาจมีในจังหวัดอื่นๆ อีกมาก   ได้กระทำการโดยไม่ได้คำนึงถึงการกดขี่ทางด้านศาสนา และส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจแก่ชาวคริสเตียนทั่วไป   ซึ่งในจังหวัดxxx มีประชาชนที่นับถือคริสต์อยู่จำนวนไม่น้อย   นักเรียนรอบนอกส่วนหนึ่งเป็นชาวเขา และชาวบ้านทั่วไปที่นับถือคริสต์ ได้มาเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล   
                      แต่ปรากฏว่า โรงเรียนต่างๆ ได้จัดสอบกลางภาคตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม เกือบทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงสัปดาห์ที่ ต้องมีการจัดการสอบกลางภาคพอดี   ปีนี้โรงเรียนหลายๆ โรงเรียนในจังหวัดxxx อาทิ โรงเรียนxxมัคxxวิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ก็ประกาศออกมาในแผนปฏิบัติงานของโรงเรียนแล้ว ว่าจะจัดสอบในวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันคริสต์มาสพอดี

            ทำไมหรือ ?   ท่านครับ   พวกเราชาวคริสเตียนในรอบหนึ่งปี เรามีเพียงวันเดียวที่สำคัญที่สุดทางศาสนาคริสต์   เป็นวันที่พวกเราทุกคนจะต้องไปโบสถ์ และทางคริสตจักรเองมีการจัดวันคริสต์มาสทุกปี การจัดงานก็ไม่ได้จัดสำหรับเด็กๆ ชาวคริสต์เท่านั้นแต่ยังเลี้ยงอาหาร ขนม และทำกิจกรรมต่างๆ   เพื่อให้ความสุขสำหรับเด็กๆ และชุมชนทุกปี แต่ประเทศไทยมีการเอื้อเฟื้อแก่ศาสนาพุทธอย่างมากเนื่องจากคนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือพุทธ  

                       มีวันหยุดของทางราชการที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธปีหนึ่งหลายวัน และเด็กๆ ชาวคริสต์ของเราต้องถูกบังคับ ขืนใจให้ไปวัด   ไปทำกิจกรรมต่าง ที่เราไม่อยากทำ ต้องเข้าสวดมนต์ในการอบรมค่ายพุทธบุตร หรืออะไรต่างๆ  และพวกเราก็ยอมปฏิบัติตามแต่โดยดี เนื่องจากพระเจ้าของเราสอนให้เราเชื่อฟังเจ้านายและผู้มีอำนาจ พวกเราจึงไม่ได้ทำการเดินขบวน หรือประท้วงใดๆเลย  

                        ท่านครับ พวกเราขอพึ่งบารมีของท่าน   หากเป็นไปได้ หากท่านจะแจ้งขอร้องเรียนนี้   ไปยังโรงเรียนต่างๆ ว่าหากฝ่ายวิชาการของโรงเรียนรัฐบาลจะใช้วิจารณญาณสักนิด   ได้โปรดผ่อนผันให้เด็กๆ ชาวคริสต์ที่จะสามารถไปร่วมกิจกรรมวันคริสต์มาส โดยจัดวันสอบไม่ให้ตรงกับวันที่
25 ธันวาคม  เพื่อเด็กชาวคริสเตียนที่เป็นคนไทยเหมือนกัน    จะสามารถลาได้ในวันนี้เพื่อเด็กและครูอาจารย์ที่เป็นชาวคริสต์จะสามารถลาหยุดสักหนึ่งวันเพื่อจะสามารถไปจัดคริสต์มาสร่วมกันอย่างมีความสุข     แทนที่เด็กๆ และครูชาวคริสเตียนจะไม่สามารถลาได้เลยในวันที่ 25 ธันวาคม เพราะมันเป็นวันสอบของโรงเรียน   หากลาก็จะมีความยุ่งยากและปัญหาต่างๆ เกิดแก่ทั้งโรงเรียนและเด็กเอง

            กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านที่ได้มีเมตตารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้น้อยมาตลอด   ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านให้มีความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้น อันเนื่องจากกุศลจิตที่ท่านได้มีเมตตาต่อ ชนกลุ่มน้อยที่นับถือพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ของชาวโลก คือพระเยซูคริสต์ เนื่องจากวันคริสต์มาสเป็นวันเกิดของท่าน และปีหนึ่งเราก็มีวันนี้เท่านั้นที่ทุกคนต้องการไปนมัสการพระเจ้าและมีความสุขกัน

            ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ควรมิควรแล้วแต่ท่านจะพิจารณา
ผู้ปกครองนักเรียน
  (Rice Evangelist )

  0873553xxx

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

How does the preachers teach in today's churches?

The preaching, in many of today’s churches, consists of foolishness, jokes, storytelling, and teaching what pleases people, rather than God’s pure Word. They do not usually preach that THE THOUGHT OF FOOLISHNESS IS SIN-Pv 24:9. Some of America’s best comedians are behind the pulpits. Should a preacher, who gets the congregation laughing with jokes, then expect people to fall on their faces before God with conviction for sin and with tears of repentance? Is this the way Jesus preached? Did Jesus try to comfort those that came to hear Him with jokes, foolishness, or other antics to cause them to laugh?




The preaching in many of today’s churches, consists of reading a few Bible verses; then the preacher talks about himself, his family, and other incidents that relate to the verses. The people learn very little about Jesus. They learn very little of the WORD OF GOD and of comparing the Word with the Word. 

Read more
 

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ค่านิยมที่ดีของคริสเตียน คริสตจักรความหวัง

คริสตจักรความหวังมีค่านิยม "อย่า" อยู่หลายประการ หลายข้อเป็นสิ่งที่คริสเตียนน่าจะเอามาเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีในการทำพันธกิจของพระเจ้า คริสตจักรกลุ่มความหวังเขาโตไวจริงๆ

คริสตจักรความหวังโตไวเพราะเขามี วิสัยทัศน์ เป้าหมายและแนวปฎิบัติที่วัดผลได้ ตรวจสอบได้ มีแผนการปฎิบัติงานชัดเจน มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการปฎิบัติที่ดี มีการสร้างผู้นำ สอนผู้นำให้รู้จักการวางแผนยุทธศาสตร์ การทำรายงาน การประเมินติดตาม เขาติดตาม ดูแล เลี้ยงดู เขามีหลักสูตรต่างๆ ให้สมาชิกเขาเรียนรู้ และฝึกฝน เขาทำจริงจึงเกิดผลดี น่าชมเชยจริงๆ

(เราไม่ควรคิดว่าความล้มเหลวการโกงของผู้นำบางคนจะทำให้คริสตจักรล้มเหลว ผมเชื่อว่าการแตกออกของเขาเป็นการแตกหน่อเพื่อจะเกิดผลมากขึ้นมากกว่า - การโกงเงินอาจเป็นจุดอ่อนอีกจุดหนึ่งของคริสตจักรในเครือนี้ก็เป็นได้ เพราะผู้นำมีอำนาจเหลือล้นจริงๆ )




1. อย่าให้ความรักสบาย มาแทนที่การเหยียดและการเห็นแก่อาณาจักรพระเจ้าขยายสูงสุด

2. อย่าให้ความรักเงินมาแทนที่ความรักพระเจ้าและคริสตจักรของพระองค์

3. อย่าให้การเอาแต่ใจตัวเองมาแทนที่การยอมจำนนต่อพระเจ้าและผู้นำของพระองค์

4. อย่าตระหนี่ จนลืมถวายด้วยใจกว้างขวาง

5. อย่าให้โลกส่วนตัวมาแทนที่การผูกพันตัวและการร่วมชีวิตกัน

6. อย่าให้ความจำกัดของตนเองมาแทนที่ความรักห่วงใยผู้อื่น

7.อย่าให้ความไม่อดทนรอคอยมาแทนที่การเชื่อฟังพระสัญญาในพระวจนะของพระเจ้า

8.อย่าให้ค่านิยมของโลกมาแทนที่ ศุภนิมิตของพระเจ้า

9.อย่าเอาแต่บรรยากาศนันทนาการมาแทนที่บรรยากาศฝ่ายวิญญาณ

10. อย่าให้วิญญาณกบฏมาแทนที่ความจงรักภักดี

11. อย่าให้เหตุผลจอมปลอมมาแทนที่การกลับใจใหม่เสมอ

12. อย่าให้เพลงของโลกมาแทนที่เสียงแห่งการนมัสการสรรเสริญ

13. อย่ายุ่งกับงานจนลืมรับใช้พระเจ้า

14. อย่าให้ความเร่งรีบไม่มีเวลามาแทนที่การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าและพี่น้อง

15. อย่าให้ความเห็นแก่ตัวมาแทนที่การร่วมไม้ร่วมมือเห็นแก่ภาพรวม

16. อย่าให้ความมักง่าย มาแทนที่ความดีเลิศเพื่อพระเจ้าของเรา

17. อย่าให้ความอยากได้ มาแทนที่ความรอดและแผ่นดินพระสัญญา

18. อย่าให้หยาดเหงื่อของคนรุ่นแรก ๆ ต้องสูญเปล่าเพราะรุ่นของเรา

แหล่งข้อมูล
http://www.hopeofbangkok.com/index.php/2010-06-04-02-07-46/2010-06-04-06-07-52


แล้วคริสตจักรที่คุณเป็นสมาชิกอยู่ล่ะมีค่านิยมอะไรบ้าง

น่าเสียใจที่คริสตจักรไทยจำนวนมากติดหลุมโคลนแห่งความเสื่อม ไม่สามารถจะส่องแสงสว่างใดๆ แก่ชุมชนได้เลย เป็นเพียงตะเกียงผุๆ ที่ขาดน้ำมัน เป็นเพียงแสงหิ้งหอยใกล้ดับ ผู้นำเป็นเพียงไม้หลักปักเลน ผู้นำอ่อนแอ นักการศาสนาเป็นแค่ลูกจ้าง ไร้อำนาจ ไร้เงิน มีแต่ความคิดที่บันเจิด แต่ปีแล้วปีเล่า สมาชิกล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ สมาชิกที่หลงเหลืออยู่ก็แก่เฒ่า คนหนุ่มมันก็ไม่ค่อยเข้าโบสถ์ อ้างไปเรียน ไปกวดวิชา กลับมากลายเป็นตุ๊ด เป็นดี้ เป็นเกย์ คริสตจักรมีพวกรักร่วมเพศเกิดขึ้นเรื่อยๆ คริสตจักรไม่มีนักดนตรี ไม่มีการพัฒนาด้านจิตวิญญาณใดๆ รอวันที่จะล้มสลายไป และสิ่งต่อไปนี้เป็นตัวชี้วัดถึงความเสื่อมของโบสถ์คริสต์หลายๆ แห่ง บางแห่งเป็นของจริง บางแห่งเป็นของปลอม ท่านลองอ่านและสังเกตว่าเป็นอย่างไร ดังนี้

1. สิบปีที่ผ่านไปคริสตจักรยังไม่เคยจัดประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์กลางแจ้งสักครั้ง


2. คริสตจักรเน้นจัดงานเทกระจาดปีละ 1 ครั้งในวันคริสตมาส ได้คนเชื่อไม่กี่คน บางแห่งนำคนมาเชื่อพระเจ้า ไม่ถึง 10 คนต่อปี หลายบางแห่งตั้งมา 50 ปี ปีละ 1 คนยังไม่ได้
  อ่านต่อกรุณาคลิก

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บรรยากาศการหาเสียงของผู้นำคริสเตียน

ผมขออนุญาตบันทึกบทความที่เขาส่งผ่านมาเพื่อเอาไว้เป็นข้อคิดและเป็นประวัติศาสตร์
ของการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร คณะหนึ่งของคริสตจักรไทย
9 ต.ค.2010

ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตย์อยู่กับทุกท่าน

ผมมีความคับข้องใจ ไม่สบายใจ เกิดการไม่เห็นด้วย ไม่นิยมชมชอบ มีความรังเกียจ และรู้สึกขยะแขยงสะอิดสะเอียน (Disgusted) ต่อสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ผ่านมาใกล้การเลือกตั้งประธานคณะฯ ไม่ใช่การเลือกตั้ง สส. หรือ สว. อย่างที่เราคุ้นเคยกัน แต่เป็นการเลือกตั้งผู้ที่จะต้องเสียสละเข้าไปทำงานสำคัญทางด้านศาสนา คือการเข้าไปเป็นผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่ของคณะคริสตจักรสภาไทยในประเทศไทย

ในอดีตผมยังจำได้ เมื่อผู้ใหญ่หลายท่านต้องเข้าไปทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในองค์กรบริหารคณะฯ ต้องถูกขอร้องให้รับตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น ท่าน อจ.หมวก ได้ถูกขอร้องให้รับตำแหน่งประธานคณะคริสตจักรในประเทศไทย ทั้งๆที่ต้องทำงานเป็นอจ.ใหญ่ โรงเรียนปรินส์ ท่านก็ไม่ได้เห็นแก่ตำแหน่งสูงอะไร ท่านไม่ต้องการหรืออยากจะเป็นเจ้าหน้าที่บริหารคณะฯ ซึ่งไม่มีเงินเดือนอีกตำแหน่งหรือค่าตำแหน่งให้ มีแต่ค่าเดินทางโดยรถยนตร์หรือรถไฟให้เท่านั้น และผู้ใหญ่ท่านอื่นๆ อีกหลายท่านที่ได้เสียสละให้แก่งานของพระผู้เป็นเจ้ามาในอดีต

ปัจจุบันความอยากใคร่เข้ามารับใช้ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีน่าชมเชย น่ายกย่อง และสรรเสริญ แต่ที่เป็นปัญหาตามที่ผมได้แสดงความรู้สึกออกมาดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่งในแง่ กระบวนการ วิธีการ และพฤติกรรมการหาเสียง
ผมใคร่จะขอชี้แจงเป็นข้อๆดังต่อไปนี้
1. เนื่องจากว่าธรรมนูญแห่งคณะคริสตจักรสภาไทยฯไม่ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจน ถึงการกระทำอันใดที่ผิด หรือห้ามไว้ เพราะรู้และเป็นที่ยอมรับกัน ร่วมเป็นอันหนื่งอันเดียวกัน และภายใน ศาสนจักรก็ไม่ควรกระทำ แต่ผมเชื่อว่าคณะกรรมการสรรหาก็น่าที่จะวางหลักเกณฑ์การเลือกตั้งได้ อะไรเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ไม่ถูกต้อง จะต้องหมดสิทธ์การลงสมัครเลือกตั้งเป็นผู้รับใช้
การสัญญาว่าจะให้ การให้เงินหรือสิ่งของแม้จะอ้างว่าเป็นการถวายก็ตาม การเลี้ยง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเวลาภายในสองปีที่ผ่านมาก็เพื่อการเข้าสู่ตำแหน่ง
ผมเคยลงสมัครรับเลือกตั้งสส. ทราบดีถึงความผิดที่เกิดจากการกระทำดังกล่าวข้างต้น บ้านเมืองมีกฏเกณฑ์ มีบทลงโทษ แม้แต่แค่เพียงสัญญาว่าจะให้เท่านั้นก็ผิด แต่สิ่งที่ผู้จะเข้าสู่ตำแหน่งของคณะคริสตจักรสภาไทยฯได้มีการกระทำอย่างครึกโครม เช่นจัดเลี้ยง ณ สถานที่ที่ดีที่สุดซึ่งอาจจะคิดว่าซื้อเสียงได้ และหรือคิดว่าผู้รับเลี้ยงอาจไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปในสถานที่นั้นๆ
ได้ด้วยกำลังของตนเอง หรือคิดว่าการให้ปัจจัยต่างๆสามารถจะได้รับคะแนนเสียง ผมคิดว่าท่านที่คิดและทำเช่นนั้นกำลังดูถูกคริสตชนด้วยกันเอง และท่านกำลังคิดผิดถ้าผู้เข้าสู่ตำแหน่งเห็นว่าเมื่อไม่ได้มีการเขียนไว้ หรือข้อห้ามใดๆ ระบุไว้ ก็สามารถกระทำได้แล้ว ซี่งเป็นการคิดที่ผิด เพราะแม้จะรอดจากความผิดที่มนุษย์ไม่ได้ระบุเขียนไว้ แต่กฏเกณฑ์แห่งสวรรค์ ซึ่ง(น่าจะ) ผิดต่อบทบัญญัติในพระคัมภีร์หลายๆ ข้อในหลายๆ พฤติกรรม แม้แต่เพียงคิดเท่านั้นพระเยซูคริสต์ก็ได้บอกให้เรารู้ว่าก็เป็นความผิดแล้ว

2. ผมได้มีโอกาสเดินทางร่วมกับคณะผู้บริหารของโรงพยาบาลต่างๆภายใต้มูลนิธิแห่ง คณะคริสตจักรสภาไทยในประเทศไทย และคณะกรรมการพันธกิจการแพทย์ ไปดูงานโรงพยาบาล เห็นผู้รับใช้และการรับใช้ผู้อื่นจริงๆ ที่ไม่ได้แสวงหาอะไร ไม่มีเงินเดือน(สูงๆ) ไม่ได้คิดแต่เอาประโยชน์ แสวงหาความสุขความสบาย ความมีหน้ามีตา หรือความฟุ่มเฟือย แต่สิ่งที่ได้พบเห็น
หลายท่านอาจเห็นเช่นเดียวกับผมหรือมากกว่า มีการขึ้นเงินเดือนกันเองอย่างมโหฬาร รถประจำตำแหน่งเปลี่ยนใหม่แพงๆ ดีๆ เปลี่ยนมือถือกันอย่างตามรุ่นใหม่ๆ (BB) นั่งรถทัวร์ไม่ได้แล้ว
ต้องนั่งเครื่องบิน และชั้นธุรกิจด้วยทั้งในและต่างประเทศ ปลีกตัวเองคนเดียวไปกินไปสุขใน Executive Lounge ปล่อยให้ผู้รับใช้คนอื่นๆ (ผอ. โรงพยาบาล) อยู่ข้างนอกหิว และอาจจะกล่าวได้ว่าวันหนึ่งๆนั้น
ไม่ต้องจ่ายเงินตนเองสักบาทเดียว มีที่พักดีๆอาหารการกินพร้อมเพียง สิ่งต่างๆเหล่านี้ภายใต้สภาฯเราไม่มีขอบเขตกำหนดเอาไว้ แม้ไม่ได้กำหนดไว้แต่อยู่ที่จิตสำนึกแห่งการรับใช้ การแสวงสุข กอบโกย หาหลักประกอบอาชีพ ซึ่งงานรับใช้ภายใต้สภาฯไม่ใช่เป็นงานอาชีพที่ต้องเป็นตลอด ถ้าท่านต้องการแสวงหา ท่านก็ไม่ต่างจากนักการเมืองที่ท่านเห็นอยู่ทุกวัน และท่านได้ว่าให้เขา เทศนาด่าว่าเขา แล้วจะต่างจากท่านที่เป็น "นักคริสตการเมือง" ในคณะคริสตจักรสภาไทย ได้อย่างไร ผมไม่เถียงว่าทุกองค์กรมีกระบวานการทางการเมืองทุกแห่ง แต่ไม่ใช่เชก เช่นที่ท่านทั้งหลายกำลังประพฤติปฏิบัติอยู่เช่นนี้

3. สืบเนื่องจากการเป็นผู้รับใช้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านทั้งหลายที่เข้าสู่ตำแหน่ง ท่านจะเป็นผู้รับใช้หรือท่านจะเป็นผู้ใช้ (ผลาญ) ทรัพยากรทั้งเงิน และคน กันแน่ ท่านได้เอาทรัพยากรส่วนกลางที่บุคลากรที่ทำงานภายใต้คณะฯ หามาแม้ว่าท่านจะอ้างว่าได้ใช้ดอกผล แต่ก็เป็นดอกผลของต้นของเขา เขาทั้งหลายเป็นผู้ผลิตเบื้องต้น (Primary Producers) ที่สร้างความงดงาม ความเจริญให้แก่คณะ
ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกาศ ศาสนาจารย์ แพทย์ ครู พยาบาล คนทำความสะอาด คนงาน ภารโรง และอื่นๆ เขาอยู่กันอย่างไร เขามีสว้สดิการอย่างท่านผู้ที่จะเป็นผู้รับใช้หรือไม่ ท่านจะว่าอย่างไรถ้าเขาเหล่านั้นต้องรวมตัวกันอย่างเช่นคนเสื้อแดงที่เรียกร้องหาความเป็นธรรม เขาก็อยากมีเหมือนท่านที่กำลังแสวงหาอย่างรุนแรงเช่นกัน

ผม มีความปราถนาที่อยากจะเห็นความขาวสะอาด ใสสะอาด ของกระบวนการการเข้าสู่ตำแหน่ง ซึ่งจะเป็นที่น่า ยกย่องที่จะมีผู้นำของศาสนจักร ที่มีเอกลักษณ์ของความเป็นผู้รับใช้ ส่วนสิ่งต่างๆในอดีตพระผู้เป็นเจ้าได้ลบและให้อภัยแก่เราทุกคนแล้วที่ไม่ว่าจะได้กระทำอะไร อย่างไรมาก่อน ถ้าหากท่านผู้ใดที่เห็นว่าผมได้กล่าวร้ายต่อท่าน ผมยินดีจะพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตย์อยู่กับท่านตลอดไป

ผป. อนุสรณ์

................................................................
อย่าเลือกคนที่หาเสียง
อย่าเลือกคนที่บอกว่า จะให้
อย่าเลือกคนที่ถือพวกพ้อง
อย่าเลือกคนที่คิดว่าคนอื่นไม่ดี
อย่าเลือกคนที่กำลังทำให้พระเจ้าเสียพระทัย
เรากำลังเลือกคนเพื่อให้พระเจ้าใช้

พระองค์ทรงดูว่าเราจะเลือกใครให้พระองค์ใช้
และพระองค์จะใช้เท่าที่เขาจะใช้ได้
เลือกแล้วไม่ต้องเสียใจ
เพราะเลือกอะไรก็จะได้อย่างนั้น
ขอให้พระเจ้าได้รับเกียรติสูงสุด
เราทุกคนคือคณะคริสตจักรสภาไทยต้องรับผิดชอบร่วมกัน
............................................................................

ขอกราบวิงวอนท่านผู้เป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง เพือนๆๆ ผู้รับใช้พระเจ้า หยุดเถอะครับ กลับมายังบรรยากาศของความเป็นมิตรสหายในพระ เยซูคริสต์เจ้า บรรยากาศความเป็นพี่เป็นน้องกำลังหายไป บรรยากาศของผู้นำฝ่ายวิญญาณ กำลังหายไป หยุดและร่วมกันอธิษฐาน เผื่อซึ่งกันและกัน ขอการทรงนำจากพระเจ้า เพื่อเป็นบรรทัดฐานส่งต่อรุ่นต่อรุ่นด้วยความเชื่อศรัทธา
ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเราและนำเราไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ มิใช่ตามน้ำใจต้องการของเรา

ประธานชมรม
........................................................................
"...อย่ากล่าวโทษเขา และท่านทั้งหลายจะไม่ถูกกล่าวโทษ..." ลูกา 6:37-38, โรม 2:1
"เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านไม่รู้สึก"
ลูกา 6:41
อย่ากล่าวหากันไปมาเลยครับ "เพราะว่าทุกคนเป็นคนบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า"
โรม 3:23
ขอให้เลือกคนที่รักพระเจ้า มีความตั้งใจจะรับใช้พระเจ้า สร้างความเป็นเอกภาพในคริสตจักร
ทำให้คริสตจักรของพระเจ้าเจริญ ได้รับเกียรติและมีสง่าราศี

ประธรรมกรรมการชมรมฯ
............................................................................

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดสำหรับคริสต์จักรไทย และชุมชนคริสเตียน-ตอนที่ 2

ข้อคิดสกิตใจสำหรับคริสตจักรไทย

1. ปี 2010 คริสตจักรของเราน่าจะมีคำขวัญเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจในการทำพันธกิจของพระเจ้าว่าอย่างไร

2. คริสตจักรของเราน่าจะมีการอบรมฟื้นฟู การเสริมสร้างด้านการความเชื่อ และความเข้าใจในพระคัมภีร์ให้มากขึ้นอย่างไร

3. ปีนี้คริสตจักรของเราน่าจะจัดประกาศข่าวดีแก่ชุมชน และช่วยเหลือพี่น้องในละแวกใกล้เคียงอย่างไร กี่ครั้งต่อปี

4. คริสตจักรของเราได้ทุ่มงบประมาณสำหรับการประกาศไปทุกปี เราได้ผลอย่างไร ปีใหม่นี้จะวางแผนการประกาศอย่างไรให้เกิดผลมายิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านไป

5.  เราจะจัดการประชุมอธิษฐานเพื่อคริสตจักร ชุมชน เพื่อผู้นำคริสตจักรอย่างไร เดือนละกี่ครั้ง เพราะการอธิษฐานคือพลังเพียงอย่างเดียวของคริสตจักรที่จะสามารถเอาชนะวิญญาณที่ปกครองอยู่ในสถานฟ้าอากาศได้

6.  คริสตจักรอยากจะตั้งคำถามกับพี่น้องในคริสตจักรว่า พวกเราหย่อนยานในด้านใดและพี่น้องพอใจกับสภาพของคริสตจักรตอนนี้เพียงใด มีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุง เก้าอี้ เครื่องดนตรี  เครื่องเสียง เครื่องฉายภาพ ทาสีอาคารใหม่ให้ดูสดใสขึ้นดีใหม่ เราช่วยกันคิดดีไหม

7. ค่าตอบแทนของผู้รับใช้พระเจ้าในคริสตจักรน่าจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่าในปัจจุบันนี้อีกได้ไหมให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อการอวยพรที่มากขึ้นตามความเชื่อของพี่น้องคริสเตียนในคริสตจักร

8. คริสตจักรน่าจะมีการให้ขวัญกำลังใจแก่ผู้นำคริสตจักรที่ไม่ได้รับเงินเดือนประจำอย่างไร ที่ผ่านมาคริสตจักรดูแลผู้นำเหล่านี้อย่างไร มีอะไรที่จะช่วยเสริมสร้างกำลังใจแก่พวกเขาเหล่านี้ได้มากขึ้นหรือไม่ หากไม่มีพวกเขาคริสตจักรจะเป็นอย่างไร

9.  คริสเตียนจะเจริญขึ้นได้ต้องมีการศึกษาพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ และอย่างเป็นระบบ ปีใหม่นี้คริสตจักรของเรา น่าจะปรับปรุงการเรียนพระคัมภีร์ให้เป็นระบบให้มากขึ้นไหม เพื่อให้พัฒนาความเชื่อให้เข้มแข็งและมีการปฏิบัติมากขึ้น ขยับเวลาในการมาโบสถ์ให้เช้าขึ้นอีกนิดหนึ่งได้ไหมเพื่อเราจะมีเวลาอธิษฐานด้วยกัน เสริมสร้างความรู้ด้านพระคัมภีร์ให้มากขึ้น

10. พี่น้องในคริสตจักรของเรามีความต้องการพัฒนาความเชื่อ การปฏิบัติในด้านการดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างไร คริสตจักรจะสอนเรื่องอะไร ทำอย่างไรให้พี่น้องมีความเจริญขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่

11. อนาคตของคริสตจักรขึ้นอยู่กับพันธกิจด้านรวีวารศึกษา การพัฒนา และส่งเสริมกิจกรรมด้านอนุชน คริสตจักรของเราทุ่มเทงบประมาณสำหรับการสอนรวีวารศึกษาอย่างไร  ครูผู้สอนได้รับการดูแลจากคริสตจักรอย่างไรบ้าง เด็กของเราไปไหนในวันอาทิตย์ ที่โบสถ์มีอะไรที่ดึงดูดเด็กๆ ให้มาโบสถ์บ้าง เพื่อให้เด็กกลับเข้ามาสู่รั้วของโบสถ์

12. คริสตจักรมีการสรุปงาน และเก็บรวบรวมภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของคริสตจักรเพื่อจัดทำเป็นแฟ้มประวัติของคริสตจักรหรือไม่ เพื่อเราจะสามารถระลึกถึงและจดจำวันแห่งพระพรในโอกาสต่างๆ ที่พระเจ้าอวยพรคริสตจักรของเรา  ขอให้เรามาเถิดมาช่วยกัน คิด ทำ ร่วมมือ เสียสละความสุขความสบายส่วนตัว ช่วยกันสร้างสรรค์คริสตจักรของพระเจ้าให้เจริญรุ่งเรืองกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อเราจะเป็นที่ผู้หนึ่งที่พระเยซูจะได้ตรัสชมว่า “เจ้าทำดีแล้วลูกเอ๋ย”

“ความเชื่อของเจ้าได้ทำให้เจ้ารอด จงไปเป็นสุขเถิด”  ลูกา 7:50

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

ผู้นำที่มีนิมิต โดย ดร. เดวิด ยองกี โช - ตอนที่ 3


มื่อคุณได้รับนิมิตจากพระเจ้าคุณจะได้รับ การเจิมจากพระเจ้า เมื่อคุณได้รับการเจิมจากพระองค์ คุณจะดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยการอัศจรรย์


แต่การดำเนินชีวิตในโลกแห่งการอัศจรรย์ของพระเจ้านั้น คุณจะต้องเปลี่ยนความคิดของคุณ คุณต้องเลิกใช้ชีวิตตามเหตุและผลถ้าคุณต้องการทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ

เมื่อเรามีสมาชิก 100,000 คน ผมอธิษฐานว่า “ ข้าแต่พระวิญยาณบริสุทธิ์แค่นี้หรือพระเจ้าข้า ” พระองค์ตรัสถามผมว่า “ เจ้ามองเห็นอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้ไหม ? ”
ผมเห็นคน 300,000 คนแล้วก็คนครึ่งล้าน ตอนนี้เรามีสมาชิก 700,000 คน การเลี้ยงดูคนจำนวนมากขนาดนี้ เราจำเป็นต้องมีคริสตจักรที่ถ่ายทอดทางดาวเทียมทั่วทุกเมืองที่อยู่ในเครือ ของเรา และเราใช้โทรทัศน์วงจร
จนถึงทุกวันนี้ คริสตจักรของเรามีสมาชิก 700,000 คน นอกเหนือจากนั้นแล้ว ผมไม่มีนิมิต ผมไม่พร้อมที่จะของนิมิตมากกว่านี้อีก ผมเหนื่อย
ถ้ามีสมาชิกมากกว่า 700,000 คน เราคงต้องซื้อที่ดินมากกว่านี้ และต้องหาที่ดินสำหรับคริสตจักรที่จะใช้ดาวเทียมสื่อสาร นั่นคงต้องใช้เงินมากและต้องรณรงค์หาเงินกันอีกครั้ง
ขณะนี้เรามีคริสตจักรที่ใช้ดาวเทียม 20 แห่ง คริสตจักรเหล่านี้มีขนาดใหญ่มีสมาชิกอย่างน้อยที่สุด5,000 ถึง10,000 คน ผมได้ก่อตั้งคริสตจักรทางดาวเทียมที่เป็นอิสระมากมายและให้ศิษยาภิบาลร่วม ของผมดูแลเลี้ยงดูพวกเขา คริสตจักรอิสระในอันหยางและซูวอนมีสมาชิกแห่งละ 100,000 คน

ผมค่อยๆปล่อยศิษยาภิบาลร่วมของผมรับคริสตจักรทางดาวเทียม ไปดูแลรับผิดชอบ การที่จะหาศิษยาภิบาลร่วมที่สามารถดูแลคริสตจักรซึ่งใสมาชิก 10,000 คนนั้นเป็นเรื่องยาก ศิษยาภิบาลเหล่านี้ต้องได้รับการฝึกฝนอบรมและต้องมีนิมิตของพระเจ้าอยู่ใน หัวใจ ศิษยาภิบาลร่วมของผมหลายคนไม่ประสพความสำเร็จในการเลี้ยงดูคริสตจักร ดังนั้น ผมจึงต้องพิจารณาเรื่องการมอบอำนาจให้ศิษยาภิบาลร่วมด้วยความระมัดระวังมาก

     
หลายคนถามผมว่า “มาถึงตอนนี้แล้ว คุณจะทำอะไรต่อไป”


การมีนิมิตและความฝันมากมายในหัวใจเวลาเดียวกันเป็นเรื่องเป็นไปได้ ในขณะที่ผมฝันเรื่องคริสตจักรโยอิโด พระเจ้าก็ให้ผมฝันเรื่องภูเขาอธิษฐานด้วย ในขณะที่ผมทำงานคริสตจักรและมีปัญหาเรื่องหนี้สินค่าก่อสร้างคริสตจักรท่วม ตัวพระเจ้าก็ยังให้นิมิตเรื่องภูเขาอธิษฐานกับผม
นอกจากงานคริสตจักรแล้ว เรายังมีงานสังคมสงเคราะห์มากมายในภูมิภาคเอเซียด้วย เราอบรมคนหนุ่มสาวของเราที่ติดยาหรือที่ต้องออกจากโรงเรียน เราให้ที่อยู่อาศัยแก่พวกเขาและให้อาหาร เสื้อผ้า รวมทั้งการฝึกอบรมด้านอาชีพ หลังจากนั้นหนึ่งปี พวกเขาก็กลายเป็นคริสเตียนที่ดี และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้ จากนั้น เราก็ส่งพวกเขากลับเข้าไปในสังคมอีกครั้ง เราสร้างบ้านให้คนชราทั้งหญิงและชายที่มีอายุมากกว่า 65ปี ซึ่งไม่มีใครเลี้ยงดู และเรากำลังสร้างมหาวิทยาลัย

6 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมกำลังต่อสู้เพื่อโครงการนี้ พระเจ้าทรงใส่ความฝันเข้ามาในใจของผมเรื่องการมีหนังสือพิมพ์รายวัน เมื่อเรากำลังนมัสการในครอบครัวและเป็นช่วงเวลาอธิษฐาน พระเจ้าตรัสกับผมว่า “โช ลุกขึ้น และเริ่มงานหนังสือพิมพ์รายวัน”
แต่พระเจ้ายืนกรานว่า “ เรารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ จงรับความฝันของเราไปและเริ่มงานหนังสือพิมพ์ ”

ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก ผมคิดในใจว่า ทำไมต้องเป็นผมอีกแล้ว? ทำไมพระองค์ไม่เลือกองค์การทางธุรกิจ?

ตอนนี้หนังสือพิมพ์ของเรามียอดจำหน่าย1ล้านฉบับ ซึ่งมีพระกิตติคุณ 8 หน้ารวมอยู่ด้วยทุกฉบับ

ขณะนี้ผมได้ยินพระองค์บอกผมให้เดินทางไปรอบโลกเพื่อบอกคนอื่นให้รู้เรื่อง เคล็ดลับของการเจริญเติบโตของคริสตจักร ช่วยผู้รับใช้พระเจ้าให้มีนิมิตยิ่งใหญ่ขึ้นเพื่องานคริสตจักร ผมเรียกนิมิตนี้ว่าการเจริญเติบโตของคริสตจักรสากล และเป็นสิ่งที่พระเจ้าสำแดงแก่ผมชัดเจนอันเป็นอนาคตของผม


ผมขอท้าทายคุณให้วิ่งตามนิมิตที่คุณมีในใจ ถ้าคุณวิ่งโดยไม่มีนิมิตคุณจะล้มเหลว คุณควรขอให้พระเจ้าสำแดงแผนการอนาคตของคุณให้คุณเห็น

คุณสมบัติประการแรกของศิษยาภิบาลที่มีนิมิตในหัวใจ นั่นคือ " ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่และมีพลังซึ่งเป็นแรงจูงใจจากพระเจ้า "
ที่มาhttp://www.jaisamarn.org/1/article/articleview.asp?s_articleno=503















ที่


ผู้นำที่มีนิมิต โดย ดร. เดวิด ยองกี โช - ตอนที่ 2

ผู้นำที่มีนิมิต โดย ดร. เดวิด ยองกี โช

หลังจากที่นิมิตนั้นได้เกิดขึ้นจริงๆแล้ว พระเจ้าทรงตรัสกับผมในใจว่า “ ถ้าเจ้าเงยหน้าของเจ้าขึ้นเหมือนอับราฮัมแล้วมองไปทางเหนือ ทางใต้ ทางตะวันออกและทางตะวันตก เราจะให้ผืนดินแก่เจ้าเท่าที่มองเห็น ” จากจำนวนสมาชิก 10,000 คนผมเห็นสมาชิก 30,000 คน ผมไม่คิดว่าผมจะเลี้ยงดูสมาชิกได้มากกว่า 30,000 คน

พระเจ้าตรัสว่า ” เอาล่ะ เราจะให้เจ้ามีสมาชิก 30,000 คน ” ดังนั้น ผมจึงตั้งครรภ์ด้วยนิมิตที่จะมีคริสตจักรประกอบด้วยสมาชิก 30,000 คน ไม่นานหลังจากที่คริสตจักรของเรามีสมาชิก 30,000 คน ผมก็บอกว่า ” ข้าแต่พระบิดาเจ้า พระองค์จะประทานนิมิตที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ให้ข้าพระองค์อีกหรือไม่ ? ” แล้วพระองค์ก็ให้ผมมีนิมิตเห็นคริสตจักรที่มีสมาชิก 50,000 คน ผมมีความชื่นชมยินดี นั่นเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนเหมือนกับมีแสงไฟส่องสว่างไปที่เป้าหมายนั้น จากนั้นเราก็มีสมาชิก 50,000 คน

ไม่นานหลังจากนั้น ในขณะที่ผมกำลังอ่านพระธรรมอิสยาห์บทที่ 54 พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ตรัสกับผมว่า “ ต่อเติมอาคารของเจ้า เสริมสร้างคริสตจักรให้เข้มแข็ง เจ้ากำลังจะเติบโต เจ้ากำลังจะมีคริสตจักรที่มีสมาชิก 100,000 คน ”

ผมงงมาก “ ผมไม่เคยได้ยินอะไรอย่างนี้เลย 100,000 คนเชียวหรือ สมาชิกของผมคงไม่เชื่อหรอก”
จากนั้นซาตานก็เริ่มรบกวนผมยั่วยุไม่ให้เชื่อเช่นนั้น มันกล่าวว่า “ เจ้าเป็นนักฝันเพราะเจ้ามีปัญหาทางจิตที่ไม่สมดุลเหมือนคนอื่น ความฝันของเจ้าเป็นแค่เกมส์เท่านั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าหรอก ”

ดังนั้น ผมจึงเฝ้าอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก และพระเจ้าทรงใช้ข้อพระคัมภีร์เพื่อยืนยันนิมิตนั้น ผมจึงสามารถเห็นคริสตจักรที่มีสมาชิก 100,000 คนได้ ในวันอาทิตย์ต่อมา ผมพูดว่า “ เรากำลังจะวางแผนสำหรับคริสตจักรที่มีสมาชิก 100,000 คน ” ผู้ปกครองหลายคนเดินออกจากคริสตจักรไป

พวกเขาบอกว่า “ คุณบ้าไปแล้ว คุณไม่มีทางไปถึงเป้าหมายนั้นได้ เพราะตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักรไม่เคยมีคริสตจักรไหนมีสมาชิกถึง 100,000 คนเลย ถ้าคุณจะทำอย่างนั้น เราก็ต้องต่อเติมคริสตจักรของเราอีกและต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เราจะคัดค้านในเรื่องนี้และต่อสู้กับคุณจนถึงที่สุด ”

ตลอดเวลาหลายปีที่ผมเทศนาเรื่องการเจริญเติบโตของคริสตจักร ผมไม่เคยเห็นคริสตจักรไหนเจริญเติบโตได้ถ้าไม่มีผู้นำที่เข้มแข็ง นิมิตและความฝันอาจจะตายได้ถ้าคุณต้องนำความฝันนั้นผ่านคณะกรรมการ มันจะเหลือแค่ซากศพเท่านั้น ตลอดประวัติศาสตร์ของคริสตจักร พระองค์ไม่เคยใช้คณะกรรมการหรือคณะนิกายใดในการนำการฟื้นฟู พระองค์ทรงใช้คนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น มาร์ติน ลูเธอร์ , จอห์น เวสเลย์ ดี แอล มูดี้ , บิลลี่ เกรแฮม และคนอื่น ๆ อีกมาก
     
คณะ นิกายมักจะพยายามหาจุดยืนของพระเจ้าด้วยการอภิปรายและความคิดที่เป็นเหตุ เป็นผล แต่คริสตจักรในสมัยพระคัมภีร์ไม่ได้ทำเช่นนั้น พวกเขาพูดกับสภาเยรูซาเล็มว่า “ เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทิ์และข้าพเจ้าทั้งหลายก็เห็นชอบที่จะไม่วางภาระบน ท่านทั้งหลาย เว้นไว้แต่สิ่งเหล่านั้นที่จำเป็น ” ( กิจการ15:28 ) พวกเขาให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นประธานในคณะกรรมการของพวกเขาเสมอ

ในสมัยคริสตจักรยุคแรกเมื่อพวกเขามีการประชุมคณะกรรมการ พวกเขาจะอธิษฐานและรอคอยพระเจ้า พวกเขาจะได้ยินเสียงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วเขาก็จะสามรถเขียนจดหมายเป็น ทางการซึ่งขึ้นต้นว่า “ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วและเราทั้งหลายก็เห็นชอบ ด้วย”

ในปัจจุบัน เราไม่ได้ทำเช่นนั้นเราพิจารณาเพื่อตัดสินใจในเรื่องต่างๆด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นไปในโลก ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางเศรษฐกิจ, สถานการณ์ทางสังคม และเงื่อนไขของคริสตจักร แล้วนิมิตกับความฝันของเราก็จะถูกทำลายลง
เมื่อคริสตจักรของเรามีสมาชิก 50,000 คน และผมตั้งเป้าหมายที่จะมีสมาชิก 50,000 คน มีหลายคนต่อต้านผม ผู้ปกครอง 3 คนเริ่มกระจายข่าวว่า “ โชกำลังจะขูดรีดเงินจากสมาชิกทุกคนและทำให้พวกเขายากจน เขากำลังจะทำให้คริสตจักรนี้ยุ่งวุ่นวาย ”
     
มัคนายกหลายคนก็เข้าร่วมกับผู้ปกครองเหล่านั้น พวกเขาออกจากคริสตจักรและปล่อยข่าวกับพวกผู้สื่อข่าวสื่อมวลชนต่างๆเริ่มโจม ตีผม พวกเขากล่าวว่า “โชกำลังจะสร้างคริสตจักรมหึมาเพื่อเกียรติยศและความต้องการของเขาเอง”

ในที่สุด พ่อของผมเองเข้ามาหาผมด้วยน้ำตานองหน้าบอกว่า “ลูกเอ๋ยเลิกคิดเรื่องนิมิตนี้ได้ไหม เรื่องนี้ทำให้ครอบครัวของเราวุ่นวายเหลือเกิน พวกเราสงสัยว่าลุกกำลังจะกลายเป็นคนหยิ่งยโส สมาชิก50,000 คนยังไม่ทำให้ลูกพอใจอีกหรือ? ”

ผมพูดกับพ่อว่า” ผมรู้ว่านิมิตของผมทำให้ทุกคนเครียด แต่พระบิดาที่ยิ่งใหญ่กว่าพ่อต้องการให้ผมทำสิ่งนี้ พ่อคนไหนที่ผมควรจะเชื่อฟัง ผมต้องเชื่อฟังพระบิดาในสวรรค์อย่างช่วยไม่ได้จริงๆ ”
ดังนั้น ผมจึงรักษานิมิตของผมไว้ผมเทศนาและยืนยันในเรื่องนี้ ผมเริ่มรณรงค์หาเงินทุนสำหรับต่อเติมอาคารของเรา
ผู้ปกครองที่ไม่พอใจค่อยๆเดินออกจากคริสตจักรไปทีละคน แต่ในที่สุดคริสตจักรก็ต่อเติมสำเร็จ ทันทีที่อาคารคริสตจักรของเราต่อเติมสำเร็จ เราก็มีสมาชิกมากกว่า 100,000 คนแล้ว

ผู้ปกครองคนหนึ่งที่ออกจากคริสตจักรไปแล้วเขียนมาบอกผมว่า “เราคิดว่าคุณจะต้องล้มเหลวแน่ แต่ในที่สุดคุณก็ทำสำเร็จ นั่นแสดงว่าพระเจ้าอยู่กับคุณ และเราผิดพลาดไป”

ผู้นำที่มีนิมิต โดย ดร. เดวิด ยองกี โช - ตอนที่ 1



ขอหนุนใจผู้รับใช้พระเจ้าสำหรับ ปีใหม่ 2010 ขอให้เรามีนิมิตที่แจ่มชัด และไม่น่าเป็นไปได้เสมอ

โดยพระเจ้าทุกสิ่งเป็นไปได้

นี่คือคำพยานของ ศิษยาภิบาลที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลก และเป็นคริสตจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
ดร. ยองกีโช

ฮาบากุก 2.2
 
2และพระเจ้าตรัสตอบข้าพเจ้าว่า  
 
จงเขียนนิมิตนั้นลงไป  
 จงเขียนไว้บนแผ่นป้ายให้กระจ่าง  
 เพื่อให้คนที่วิ่งอ่านได้คล่อง  
 
3เพราะว่านิมิตนั้นยังรอเวลาของมันอยู่  
 มันกำลังรีบไปถึงความสำเร็จ  
มันไม่มุสา  
  ถ้าดูช้าไป  ก็จงคอยสักหน่อย  
 มันจะบังเกิดขึ้นเป็นแน่ 
คงไม่ล่าช้านัก   





ความเจ็บปวดของผู้นำที่มีนิมิต
พระ เจ้าได้ทรงประทานนิมิตในใจให้กับผมก่อนที่ผมจะประสพความสำเร็จ แล้วพระองค์เองก็เป็นผู้ทรงกระทำให้นิมิตนั้นสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผมได้เรียนรู้ว่าถึงแม้ว่าเราจะมีนิมิตที่พระเจ้าประทานให้ ถนนที่เราต้องฟันฝ่าไปให้ถึงนิมิตนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากศัตรู


เมื่อเรามีนิมิต เราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง เราจะเปลี่ยนไป ทั้งการพูด การกระทำ และการเป็นผู้นำ นิมิตที่เราได้รับจากพระเจ้าจะทำให้เรากลายเป็นคนใหม่และขอบพระคุณพระเจ้า ที่เราไม่ต้องเป็นผู้สร้างนิมิต แต่นิมิตเป็นสิ่งที่จะเสริมสร้างเรา


นิมิตคืออะไร? นิมิตคือเป้าหมายในอนาคตของเรา ถ้าเราไม่มีเป้าหมายเราก็จะไม่มีทิศทางในการดำเนินชีวิตและเดินทางไปอย่าง สะเปะสะปะไร้จุดหมาย เราจะไม่มีแรงจูงใจและจะดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ



เมื่อเราได้พบกับคนที่ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่ออาณาจักรของพระเจ้าเราจะพบ ว่าพวกเขามักจะเป็นคนที่ทีความฝันหรือคนที่มีนิมิต พวกเขามีแสงไฟสว่างส่องไปยังเป้าหมายของคน พวกเขาทุ่มเทพลังงาน เวลาและเงินทองของตนไปสู่ทิศทางนั้น



กระนั้น ถึงแม้ว่านิมิตของเราจะดูสวยงามเพียงใดก็ตาม บางครั้งพระเจ้าก็ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราไม่มีประโยชน์และผิดหวัง เพื่อว่าเราจะปล่อยให้นิมิตของเราตายไป หลายครั้งหลายหนที่พระองค์ทรงนำผมไปถึงชายแดนแห่งความตาย เพียวเพื่อให้ความฝันของผมเกิดใหม่อีกครั้งเท่านั้น
ในปี 1958 หลังจากที่เรียนจบโรงเรียนพระคริสตธรรม ผมออกไปมากมีฐานะยากจน ผมออกไปในพื้นที่ซึ่งคนส่วนมากมีอาชีพเป็นขอทาน ผมตั้งเต็นท์เก่าๆของทหารเรือสหรัฐฯแล้วก็เริ่มเทศนา
ผมมีสมาชิกในคริสตจักรเพียง 5คน ผมไม่มีอาหารรับประทานและผมหนาว และเนื่องจากไม่มีที่พักอาศัย ผมจึงนอนอยู่ในเต็นท์นั้นนั่นเอง


แต่พระเจ้าตรัสกับผมผ่านทางนิมิตและความฝันเรื่องอนาคตของผมว่าเจ้าจะมีคริสตจักรใหญ่ที่สุดในเกาหลีผมหัวเราะคริสตจักรที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีหรือ?ผมมีเต็นท์เก่าๆขาดๆมีเสื่อหญ้าปูพื้น นอน และไม่มีใครสนับสนุนผมทางการเงิน ผมจะมีคริสตจักรใหญ่ที่สุดในเกาหลีได้ยังไง?”ผมถาม ผมมองไม่เห็นสิ่งที่เหนือกว่าสิ่งที่มีในปัจจุบัน


เมื่อผมมองสถานการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง5ของผม อนาคตของผมดูเหมือนไม่มีหวังอะไรเลย แต่เมื่อผมอธิษฐาน ผมก็สามารถมองเห็นตัวเองเปนศิษยาภิบาลที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีได้
ผมพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันเอง เมื่อผมเปิดตาของตัวเองผมเป็นเหมือนคนที่ยังไม่เชื่อ แต่เมื่อผมปิดตาของตัวเอง ผมเป็นผู้เชื่อที่ยังใหญ่


ผมเห็นนิมิตแห่งคริสตจักรที่ยิ่งใหญ่ ในขณะนั้น พระเจ้าสร้างภาพในจิตใจให้ผมเห็นภาพคริสตจักรที่มีสมาชิก 3,000คน ใจหนึ่งผมก็ชื่นชมยินดี แต่ถ้าเป็นหนึ่งผมก็สงสัยว่าตัวเองเป็นโรคจิตหรือเปล่าที่คิดเช่นนั้น ผมบอกสมาชิกทั้ง 5 คนถึงนิมิตที่ผมมี ผมบอกพวกเขาว่าเราจะสร้างคริสตจักรใหญ่ที่สามารถจุคนได้ 3,000คน คนจะมาคริสตจักรของเราเป็นพันๆคน คริสตจักรของเราจะกลายเป็นคริสตจักรใหญ่ที่สุดในโลก
     
พวก เขาทุกคนหัวเราะ พวกเขาคิดว่าผมบ้าไปแล้ว ภรรยาของผมซึ่งตอนนั้นยังเป็นแฟนกันอยู่รู้สึกเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาก เธอบอกว่า ถ้าคุณยังพูดเหลวไลแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ฉันจะเลิกกับคุณ ฉันอายที่จะเป็นเพื่อนกับคุณ เพราะทุกๆคนหัวเราะเยาะคุณ
แต่ผมบอกว่า ผมตั้งครรภ์ด้วยนิมิตว่าจะมีคริสตจักรที่มีสมาชิก 3,000คนในปี1964 เรามีสมาชิก 3,000คนและในปี1969 เรามีสมาชิก 8,000คนเราเป็นคริสตจักรใหญ่ที่สุดในเกาหลีและผมรู้สึกสนุกกับงานพันธกิจที่ รับผิดชอบอยู่



ผมพูดว่า ผมมาถึงยอดเขาแล้วตอนนี้ ผมจะมีความสุขไปจนชั่วชีวิตแต่วันหนึ่งพระสุรเสียงของพระวิญาณบริสุทธิ์ตรัสกับผมว่าโชพันธกิจของเจ้าที่นี่สำเร็จแล้ว เราอยากจะให้เจ้าไปเริ่มพันธกิจโดยตั้งคริสตจักรใหม่ คราวนี้ เราอยากให้เจ้าสร้างคริสตจักรที่มีสมาชิก 10,000คน
ในช่วงนั้น ผมอยู่ด้วยนิมิตและความฝัน ผมมีเงินของคริสตจักรในธนาคารแค่ 1,000เหรียญ แต่การสร้างคริสตจักรต้องใช้เงินอย่างน้อย 100ล้านเหรียญ


ผู้ปกครองคริสตจักรพูดกับผมว่า โช คุณมีแต่นิมิต คุณไม่สามารถสร้างคริสตจักรด้วยนิมิต ถ้าคุณทำอย่างนั้นพวกเราจะย้ายไปอยู่คริสตจักรอื่น เพราะคุณกำลังเอาชีวิตและคริสตจักรที่เจริญเติบโตไปเสี่ยง และถ้าเราติดตามคุณต่อไป คนอื่นก็จะพากันหัวเราะเยาะเรา
ในปี 1969 ผมซื้อที่ดินของคริสตจักรโยอิโดฟูลกอสเปิลด้วยเครดิต ผมไม่ๆด้จ่ายสักแดงเดียวสำหรับที่ดินนั้น ปัจจุบันนี้สินทรัพย์ของเรามีมูลค่ามหาศาล ทุกตารางนิ้วของคริสตจักรโยอิดมีค่าราวกับทองคำ หลังจากที่ซื้อที่ดินของคริสตจักรไม่นาน ผมก็ทำสัญญากับบริษัทสถาปนิกและเราก้มีพิธีขุดดินเริ่มสร้างอาคาร วันนั้นอากาศหนาวและลมแรง มีหิมะตกประปราย อากาศในวันนั้นดูเหมือนจะพยากรณ์อนาคตของผม


4 ปีต่อมาผมหมดปัญญาหลายร้อยครั้งในเรื่องการสร้างคริสตจักร เพราะไม่มีเงินสดจ่าย หลายครั้งหลายหนผมถามพระเจ้าว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เห็นนิมิตจริงๆหรือเปล่า?” ถ้าคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับนิมิตของคุณ คุณก็มักจะมีคำถามเช่นนี้เกิดขึ้นในใจเสมอ
ในขณะที่ สถานการณ์ดูเหมือนหมดหวัง ทุกๆอย่างดูเหมือนมืดมนหมดหนทาง พระเจ้าดเหมือนอยู่ห่างไกลไปหลายล้านไมล์ ผมรู้สึกเหมือนกับว่าพระองค์ทรงทอดทิ้งผมแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อสร้างบอกผมว่าถ้าคุณไม่ทำต่อในเร็วๆนี้ เราจำเป็นต้องทุบทิ้ง เพราะสภาพผุกร่อนของมันทุกคืนผมนั่งอยู่ใต้ตัวตึกนั้นและอธิษฐานว่า ข้าแต่พระบิดา ขอให้ตึกนี้พังลงมาทับข้าพระองค์ ขอให้สถานที่นี้กลายเป็นหลุมฝังศพของข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะได้ไม่ต้อง ชดใช้หนี้สินอีกต่อไป
     
ผมไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครนอกจากพระเจ้า ผมวิงวอนต่อพระองค์ว่าข้าพระเจ้า พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์ทำเช่นนี้จริงๆหรือ?”และพระองค์ก็ยังคงยืนยัน ครั้งแล้วครั้งเล่าว่านิมิตนั้นมาจากพระองค์เอง เมื่อคุณกำลังตกอยู่ในการทดลอง อย่าแปลกใจที่เพื่อนของคุณหลายคนกลายเป็นเหมือนเพื่อนของโยบ


เมื่อเพื่อนของผมมาหาผม พวกเขาพูดว่า โช ความฝันของคุณยิ่งใหญ่หวังว่าพระเจ้าจะทรงช่วยคุณด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง พวกเรารู้สึกเสียใจกับคุณด้วยจริงๆ
เราไม่สามารถทำอะไรได้เลยถ้าเราไม่มีพระเจ้า นิมิตของผมตายไปหลายครั้ง แต่พระองค์ก็ทรงทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีกและในปี 1974 คริสตจักรก็สร้างเสร็จสมบูรณ์


ขอพระเจ้าเสริมกำลัง

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

คำพูดที่คริสเตียนควรพูดในคริสต์จักร

"โบสถ์ของเราน่าจะมีการจัดประชุมอธิษฐานวิงวอนอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง"

(การอธิษฐานคือพลังต่อสู้กับวิญญาณที่ต่อต้านพระคริสต์ l นี่คือสิ่งเดียวที่คริสจักรจะใช้ในการต่อสู้ แต่คริสเตียนส่วนใหญไม่อยากทำ)

"ทีมนมัสการของเราทำได้ดีมากนะ ขยันฝึกซ้อมและทำให้การประชุมของเราได้รับพระพรมากๆ"

"ขอบคุณท่านอาจารย์ ศิษยาภิบาลที่การเทศนาของท่านมีการปลดปล่อยของพระเจ้า"

"ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยยากของอาจารย์ที่อุตส่าห์สอนพวกเราจนเป็นคริสเตียนที่ดี"

"ขอบพระคุณพระเจ้าที่คริสตจักรของเรามีผู้รับใช้ที่กล้าสอนอย่างตรงไปตรงมา และทำให้พวกเราได้รู้จักความจริง จนพวกเรามีชีวิตที่เป็นพระพระอย่างแท้จริง"

"มีปัญหาอะไรขัดข้องหรือ มีอะไรให้ช่วยไหม"

" มีพี่น้องคนไหนต้องการให้อธิษฐานวางมือ สำหรับความไม่สบายบ้างครับ เราไม่อยากให้ท่านมาหาพระเจ้าผู้เป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ แล้วยังกลับไปบ้านแบบคนป่วย"

"หากพี่น้องต้องการคำอธิษฐานเผื่อ กรุณาโทรหาทีมอธิษฐานได้ทุกเวลานะครับ"

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

คำพูดที่ผู้รับใช้พระเจ้า/คริสเตียนที่ดีไม่ควรให้มันเป็นที่ได้ยิน-2


คำพูดที่ผู้รับใช้พระเจ้าไม่ควรพูด

"อย่าบอกให้พี่น้องรู้นะว่าผมไม่ชอบพวกเขา"
(การเก็บซ่อนความเกลียดชังยังเป็นสิ่งดีสำหรับผู้นำฝ่ายวิญญาณหรือ)

"อนุชนไม่ต้องออกความเห็นหรอก เพราะพวกเธอยังไม่มีความคิดอะไร"
(การคิดเห็นว่าอนุชนเป็นเด็กไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเขา เราจะไม่ได้ใจ ได้ตัวเขาในการทำงาน และต่อไปพวกผู้ใหญ่ก็จงนมัสการไปเองเถอะพวกเด็กๆ คงไม่มาแล้ว)

"ไครไม่อยากมาโบสถ์ก็ตามใจมัน มันกำลังตกต่ำอีกหน่อยพระเจ้าจะลงโทษมันเอง"
(ความรักของผู้นำอยู่ไหน - ส่งคนไปติดตามเขาหรือยัง)

"คนขี้เหล้า พวกมาโบสถ์สาย คนไม่เอาถ่าน ช่างมันเถอะ พวกนี้เป็นแค่ขอนไม้ในคริสตจักร"
(ทุกคนเสริมสร้างได้นะอย่าลืม - คนติดเหล้าทำไมไม่เชิญพวกเขามารับการปลดปล่อยล่ะ มีใครอยากเป็นทาสบ้าง)

"พวกผู้ปกครองดีแต่กินเหล้ากัน"
(เขากินเหล้ายังบังอาจเลือกเข้ามาเป็นผู้ปกครอง คนเลือกนั่่นแหละ ตาฟาง ตาถั่ว ไม่เห็นแสงสว่างเอาเสียเลย"

" อาจารย์ไม่ต้องทำหรอก ประกาศข่าวประเสริฐน่ะ เราเคยทำมาแล้ว เสียเงินไปเปล่าๆ ไม่ได้ผลหรอก"
(ไม่มีความเชื่อเอาเสียเลย เสียชาติที่เกิดมาเป็นลูกพระเจ้า -การรบบางครั้งต้องเข้าตีหลายครั้งเมืองจึงจะแตก)

"ถวายทรัพย์ให้มากๆ นะ เดี๋ยวคริสตจักรของเราจะสร้างอาคารหลังใหม่เพิ่มเติมอีก ปีนี้เราไม่ต้องประกาศหรอกนะ เสียเงินเปล่าๆ สร้างตึกดีกว่า ผลงานเด่นชัดดี ยุคหน้าขอเลือกพวกผมเป็นกรรมการบริหารอีกนะ"

" พวกสมาชิกอย่าไปฟังโบสถ์คณะอื่นมันสอนนะ มันสอนผิด เดี๋ยวพวกเราจะรู้มากแล้วจะหนีออกไปจากโบสถ์ มาเป็นทาสอยู่กะที่เก่านี่แหละ -เกิดที่นี่ก็ตายที่นี้ อย่าไปไหน ถึงโตแล้วก็อย่าไปไหน ให้มานั่งฟังที่นี้จนตาย"

"ใครอยากไปสวรรค์ยกมือขึ้น ให้ถวายสิบลดเยอะๆ นะ"
(คริสเตียนเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ไปสวรรค์ด้วยการทำความดี หรือการให้ทาน)

"สมาชิกทุกคนต้องถวายสิบลดนะ ใครอยากมาเป็นสมาชิกของผมต้องถวายสิบลดเท่านั้น"
(โอ้โหอาจารย์ เอ๋ย ท่านยังไม่ได้หว่าน ไม่ได้ปลูก ไม่ได้ใส่ปุ๋ย ยังไม่ได้ดูแลอะไรจะเก็บผลประโยชน์ท่าเดียว ไม่น่า...ไปหน่อยหรือจ๊ะ)

" ทุกคนต้องฟังผมนะ เพราะผมเป็น ศบ. "
(โอ้ทารกน้อย เจ้าไม่รู้หรือว่า ศบ. มันคือตำแหน่งที่นายยกให้เจ้าเท่านั้น เจ้าต้องสร้างบารมีก่อนแล้วค่อยอ้างคำนี้ ถ้าเจ้ายังเป็นแค่ นักศึกษาจบศาสนศาสตร์มาใหม่ๆ เจ้าต้องเงียบๆ ไว้"

ผมได้ยินคำๆ ว่า "ผมเป็น ศบ." ทีไร ผมจักกระเดียมมาก เพราะผมเห็นคนที่เรียนสูง ทฤษฏีเต็มหัว ทำงานในคริสตจักรยังไม่มีประสบการณ์ กลับใช้คำๆ นี่ ในการขมขู่คนให้ทำตามตนเอง บางคนใช้คำนี้ขู่คนอื่น ไม่ว่าจะมีอาวุโส หรือไม่มีอาวุโส หรือใครๆ ให้ฟังตนเอง ให้ทำงานเพื่อสนองนโยบาย ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตน ผมคิดว่าคนโง่เท่านั้นที่พูดแบบนี้ เพราะผู้นำในฝ่ายวิญญาณเขาไม่ได้บังคับ บัญชากันแบบตำรวจทหาร ไม่สามารถชี้นิ้วสั่งใครได้ เพราะเป็นแค่ตำแหน่งอุปโหลก ถ้าท่านอ้างแบบนี้บ่อยๆ ในการสั่งการ ในการบริหารงานโบสถ์ เดี๋ยวท่านก็ต้องเทศนาให้ทหารอากาศที่นั่งเก้าอี้ในโบสถ์ ฟังไปอีกกี่ชาติก็ยังไม่รู้ " หยุดโง่ได้แล้ว "ผมเป็น ศบ."
.........................................................................
เมื่อผู้นักการศาสนามีการชุมนุมกัน เขามักจะพูดคุยถามทุกข์สุขกัน สิ่งที่นักการศาสนาลูกจ้างไร้สมองชอบพูดกันคือ คำอีกคำหนึ่งคือ

" เดี๋ยวนี้มีคนมาสอนเท็จนะ เขาหลอกเอาสมาชิกของผมไปหลายคนแล้ว" คนที่หนึ่งเอ่ยขึ้น

" อ้าว มีเหมือนกันเหรอ ของผมก็หายไปหลายคนแล้วนะ ไม่รู้มันสอนอะไร" คนที่สองตอบ

" เออ มันสอนให้คริสเตียนถือศีลอด มันให้คริสเตียนออกประกาศ มันให้ไปแจกไปปลิว มันขับผีด้วย" คนที่หนึ่งว่าต่อ
" เอ๋ให้พวกนี้มันมาจากไหนนะ ทำไมมันขับผีได้ คริสเตียนไม่มีผีนะ มันทำไมขยันจัง แล้วพวกเรานี้ งอมืองอเท้ามากี่ปีแล้วไม่ไปไหนเลย" คนที่สองสวนขึ้น

" งั้นเราต้องช่วยกันบล๊อคได้พวกนี้ เพราะมันประกาศเกิดผลแบบนี้ เดี๋ยวสมาชิกเราหลุดไปกับมันนี่ เราแย่นะ ข้อหาที่เราจะให้มันคือ "พวกนี้สอนเท็จ" "พวกอธรรม" "นอกรีต "
ทั้งสองคนช่วยกันสรุป

นักการศาสนาคุยกับผู้ดูแลโบสถ์

"พวกลัทธิเทียมเท็จ พวกมันสำแดงการอัศจรรย์ตามที่มีพระคัมภีร์เขียนว่า จะมีพวกอ้างนามของพระเยซูทำการอัศจรรย์ "

แล้วพระเจ้าที่ท่านนับถือเป็นองค์จริงหรือองค์ใดกันแน่ ไม่เ็ห็นท่านทำการอัศจรรย์อะไรเลย"

.... นักการศาสนาพวกนี้มัวแต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่สนใจงานพระเจ้า ทำงานไม่เป็น หูเบา คอยฟังแต่คำยุแหย่ของมารให้แตกแยกกัน วันๆ มุ่งแต่ศึกษาคัมภีร์ ไม่ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ ไม่ประสานงาน ไม่ร่วมมือกับใครในการจัดการประกาศใหญ่ทุกๆ เดือน หน้าที่สำคัญคือ ปกป้องเก้าอี้ ปกป้องอาณาจักรที่กว้างใหญ่มหาศาลเท่ากะลามะพร้าวจัมโบ้ผ่าซีก แทนที่จะช่วยกันส่งเสริมงานของพระเจ้า พวกมันกลับคอยฟังข่าวลือ คำนินทา และคอยจับผิดคนอื่นว่าเขากำลังทำอะไรกัน พวกเขาเลยไม่มีเวลาสร้างคริสเตียนให้เป็นสาวก ให้เดินด้วยสิทธิอำนาจ พวกเขามุ่งสร้างคนให้เป็นคริสเตียนก้นออกราก เป็นพวกนักสะสมความรู้ทางคัมภีร์โบราณ ผ่านเป็นสิบปี ยี่สิบปี ลูกแกะของพวกเขายังเป็นแค่ คริสเตียนเบบี้ ทำอะไรไม่เป็น ...
น่าอายจริงๆ ....



"..." นี่คือข้อที่น่าคิดหรือไม่...

คำพูดที่ผู้รับใช้พระเจ้า/คริสเตียนที่ดีไม่ควรให้มันเป็นที่ได้ยิน


"วันนี้ผมยังไม่พร้อม" (ผู้นำต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ สำหรับการสั่งสอนไม่ใช่หรือ)

"พอดีกระทันหันไม่ได้เตรียมคำเทศนาเลย"
(ห่างเหินการศึกษา ไม่รู้จักจดบันทึก ไม่เตรียมพร้อม ไม่มียุ้งข้าว ท้องจะแห้ง)

"วันนี้ผมมานำนมัสการแทนภรรยาเพราะเธอไม่พร้อม/ป่วย ไม่ได้เตรียมมา"
(ทะเลาะกับเมีย เมียงอน มาทำหน้าที่โดยไม่เตรียมตัวมา)

ขณะที่จะต้องเทศนาแล้ว ท่านพูดว่า
"เดี๋ยวให้ผมเปิดหาข้อพระธรรมสำหรับหนุนใจพี่น้องก่อน"
(ไม่มีการเตรียมตัว สุกเอาเผากิน)

"อะไรกันเพิ่งจะเทศน์ไปไม่กี่วันจะให้เทศนาอีกแล้วหรือ"
(เป็นคนชอบเกี่ยงงาน ไม่รักงาน ทำหน้าที่ให้พ้นๆ ไปเท่านั้น)

"ทำไมไม่ให้คนอื่นทำบ้าง ทุกครั้งใช้แต่ผม/ดิฉัน" 
(ฉันทำงานหนักกว่าคนอื่นไม่ได้ ฉันไม่อยากได้พระพรมากกว่านี้)

"พี่น้องที่มาวันนี้ ยินดีต้อนรับ เออ ชื่ออะไรนะ ผมจำไม่ได้แล้ว"
(ไม่รู้หรือว่า ไม่มีใครอยากเป็นคนถูกลืม  ไม่มีใครชอบ)

"อะไรกัน คนเยอะขนาดนี้ทำไมไม่บอก ผมจะได้เตรียมเทศนาได้ถูกต้อง"

(นักเทศนาที่กลัวคนจำนวนมาก ไม่ใช่ลักษณะของผู้รับใช้พระเจ้าที่ดี -เราต้องพร้อมเสมอ)

"พระธรรมอะไรนะ จำไม่ได้แล้ว"
(จำไม่ได้ทำไมไม่จดมาล่ะ  หัดท่องพระคัมภีร์เสียบ้างซิน้อง เมื่อไดจะเจริญ)

"วันนี้ผมจะเทศนาเหมือนคราวก่อนเพราะพี่้น้องมีพฤติกรรมเหมือนเดิม ผมก็จะเทศนาคำเดิม"
(การตอกย้ำ จุดอ่อนไม่สร้างสรรค์อะไร - การเทศนาที่ไม่เตรียมคือการดูถูกคนฟังอย่างร้ายแรง: คนตั้งเป็นร้อยมานั่งฟังคนพูดเพ้อเจ้อไม่เตรียมตัวอะไรมาเลย)

"ให้หัวหน้าเซลไปศึกษาบทเรียนเอาเองแล้วนำไปสอนในเซลทุกๆ อาทิตย์" (หัวหน้าเซลต้องกินอาหารจากผู้นำเท่านั้นและเมื่อเข้าใจดีแล้วจึงนำไปถ่ายทอดได้ดี)

"โบสถ์นี้ไม่ใช่ของผมคนเดียว พี่้น้องไม่ทำก็ไม่ทำ"
( ไม่รักกันจริง ไม่สร้างความรู้สึกร่วมในทางที่ดี)

"ต่อไปอย่าแต่งตัวแบบนี้มาโบสถ์นะ"
(พระเจ้าสนใจจิตใจมากว่า เครื่องนุ่งห่มภายนอก-สำหรับคนที่ยังอ่อนความเชื่อให้ค่อยๆ สอนเขาดีกว่า)

"มาฟังเทศน์มัวแต่นั่งหลับ ไม่ตั้งใจฟังเลย"
(ก็ทำไมอาจารย์ไม่เทศน์ให้มันน่าฟัง ตื่นเต้นกว่านี้ล่ะ)

"ต่อไปให้พวกเราถวายสิบลดอย่างสัตย์ซื่อนะ"
(แล้วผู้นำและครอบครัวถวายหรือเปล่า- ผุ้นำต้องทำเป็นตัวอย่าง)

"ทำไมพวกผู้ปกครองไม่ชอบมาเรียนพระคัมภีร์ล่ะ"
( ก็ให้เขานั่งเรียนกับอาจารย์มาหลายปี ไม่เห็นอาจารย์พาไปประกาศนอกโบสถ์เพื่อจะได้ใช้วิชาที่เรียนมาเลย - มีนักมวยโง่ที่ไหนที่เจ้าของค่ายให้เตะกระสอบจนขาดหลายใบแล้วไม่พาไปชกล่ะ)

ยังมีต่อ ...ช่วยกันเขียนหน่อย ...

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข้อคิดสำหรับคริสต์จักรไทย และชุมชนคริสเตียน-ตอนที่ 1

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับปีที่ผ่านไป คริสต์จักรได้ทำพันธกิจจนสำเร็จได้ระดับหนึ่ง
ในปี 2010 เป็นปีแห่งความเป็นไปได้ เป็นปีแห่งการฟื้นฟูต่อเนื่อง
เราในฐานะเสียงหนึ่งที่ร้องดังๆ ในเว็บ ขอวิงวอนคริสต์จักร ผู้รับใช้พระเจ้าให้ทบทวนในสิ่งที่ทำ
และเพิ่มในสิ่งที่ขาด เพราะความสมบูรณ์พร้อมยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าพระเยซูจะเสด็จมา

คำถามและข้อคิดสำหรับคริสต์ชนไทย ลองสำรวจดูว่า คริสตจักรของท่าน มีหรือ ไม่มี หรือเริ่มจะมีในปีใหม่นี้

1. ปี 2010 คริสตจักรมีคำขวัญแห่งปีว่าอย่างไร เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจและ    
โนม้น้าวในผู้เชื่อมีใจอันเดียวกัน
2. คริสตจักรของเราน่าจะจัดการฟื้นฟูจริงๆ สักกี่ครั้งต่อปีดี และต้องเตรียมอธิษฐานอย่างไร

3. การประกาศข่าวประเสริฐเราจะทำกันอย่างไร เดือนไหนดี หรือจะรอจนสิ้นปี จัดตอนคริสตมาสในโบสถ์อย่างเดิม (อย่าลืมว่าผีไม่ค่อยชอบให้คนเข้าโบสถ์- เราเอาแห่ไปจับข้างนอกโบสถ์ดีไหม)

4. เราจะพัฒนาผู้เชื่อให้เป็นสาวกได้อย่างไร  หรือว่าแต่ละอาทิตย์สอนไปเรื่อยๆ พระเจ้าดลใจเรื่องไหนก็สอนเรื่องนั้นไปเรื่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ต้องมีการวางแผน

5. พี่น้องที่หย่อนยานในความเชื่อ ต้องพัฒนาความเชื่อของพวกเขาอย่างไรให้นำไปสู่การปฏิบัติ

6. คริสตจักรจะวางแผนทุ่มงบประมาณในการประกาศข่าวประเสริฐปีใหม่นี้ ร้อยละเท่าไหร่ของงบประมาณคริสตจักร

7. เราจะจัดประชุมอธิษฐานเพื่อเอาชนะวิญญาณที่ปกครองอยู่เหนือ ชุมชน อำเภอ จังหวัด ชุมชนของเราอย่างไร เพื่อขอการปลดปล่อยเดือนละกี่ครั้ง หรือว่า กี่เดือนต่อครั้ง เพราะอาวุธที่สำคัญอันยิ่งยวดที่คริสตจักรจะสามารถเอาชนะวิญญาณเทพผู้ครองได้คือการอธิษฐานเท่านั้น

8. คริสตจักรน่าจะเปิดตัวให้มากขึ้นต่อชุมชน การสงเคราะห์ช่วยเหลือสังคมบ้างหรือไม่
    แล้วเด็กกำพร้า หญิงหม้าย ในชุมชนที่โบสถ์ตั้งอยู่ล่้ะ

9. คริสตจักรมีโบนัสให้คนงานของพระเจ้าในคริสตจักรอย่างไร ปีใหม่นี้จะให้กี่เดือนดี หรือว่ายังไม่เคยให้เลย ปล่อยให้เป็นไปอย่างเดิมๆ ดีแล้ว

10. คนงานของพระเจ้าในตำแหน่งอื่นๆ ที่ทำพันธกิจร่วมกับศิษยาภิบาล เคียงบ่าเคียงไหล่กัน คริสตจักรดูแลคนเหล่านี้อย่างไร  มีของขวัญชิ้นใหญ่ ที่เหมาะสมกับความทุ่มเทของพวกเขาหรือไม่ หรือว่าจะำปล่อยไปเรื่อยๆ จนล้า หมดแรง และลาออกไปเอง ให้พระเจ้าดูแลเองผู้นำคริสตจักรไม่ต้องสนใจ

11. ค่าตอบแทนศิษยาภิบาลเพียงพอหรือยัง หรือว่า ไม่ได้ขึ้นมานานแล้ว และรอให้หน่วยเหนือดูแล
คริสตจักรไม่ต้องสนใจดูแล เพราะคิดว่าศิษยาภิบาลคือลูกจ้างของคริสตจักร ทั้งที่เราก็พอมีเงินอยู่บ้าง

12. คริสตจักรจะถามพี่น้องไหมว่า ปีนี้เราจะพัฒนาสภาพแวดล้อมในคริสตจักรให้น่าอยู่เหมือนกับไปเที่ยวรีสอร์ทที่มีแต่ความร่มรื่น และได้พักผ่อนสบายมีที่นั่ง ที่คุย มีอุปกรณ์กีฬาให้เด็กได้เล่นบ้างไหม

13. สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งที่นักมวยไม่ขยันฝึกซ้อมเพราะว่า ฝึกเตะกระสอบมาหลายปีจนเบื่อแต่เจ้าของค่ายไม่พาไปออกสนามที่ไหน เลยเบื่อการซ้อมเบื่อการเรียน คริสเตียนที่เรียนพระคัมภีร์มาหลายปี จนเบื่อน่าจะพาพวกเขาไปออกไปประกาศภาคสนาม หรือเยี่ยมเยียน เป็นพยานบ้างก็น่าจะดีนะ

...ยังมีต่อ ...............

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผู้รับใช้ไม่สามัคคีกันจริงหรือ เพราะเหตุใดจึงแตกกัน- ตอนที่ 1

ข้าพเจ้ารู้ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้มองสังเกตการณ์ และเป็นผู้ตั้งข้อสังเกต การงานของพระเจ้าในจังหวัดเชียงราย

การทำการประกาศไม่ได้ผลเท่าที่ควร  ไม่มีการติดตาม ไม่มีการประกาศต่อเนื่อง เพราะอะไร

คริสเตียนในจังหวัดเชียงราย มีจำนวนมาก มีหลายคณะนิกาย  ทำงานต่างคำต่างทำ  ต่างคนต่างช่วยกันทำงานในส่วนของตน

มีหลายๆ คน ผู้คว่ำหวอดในวงการคริสเตียนในจังหวัดเชียงรายให้ความคิดเห็นและทัศนะในการมองต่างมุมกันดังนี้

มีท่านหนึ่ง ใช้ชื่อย่อว่า ทล  ข้าพเจ้าเคยคุยกับท่านถามท่านถึงเรื่องเกี่ยวกับการทำพันธกิจประกาศท่านบอกว่าดังนี้

" ไม่ได้หรอกอาจารย์  ศิษยาภิบาลในจังหวัดเชียงรายมันมีค่าย  มีกำแพง แต่ละคณะเล็งแต่ผลประโยชน์
ตอนแรกบอกไม่เล็ง แต่ถ้ามีฝรั่งหอบเงินล้านมา บอกให้ช่วยจัดคนมารับฟังการประกาศใหญ่หน่อย ก็จะมีอาจารย์ทางศาสนาเราเรียกว่า ศจ บางคน เป็นหัวหอกในการรณรงค์  อาศัยความรู้จักมักคุ้น ชักชวนแต่ละคณะมา  พอทำงานสำเร็จแล้ว ปรากฎว่าสมบัติที่เหลือจะมีคนที่เป็นตัวประสาน หรือ เขาเรียกว่าผู้นำบางคนคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชักนำเขาเอาเงินมา เมื่อสมบัติมันเหลือก็น่าจะเป็นของข้าโดยชอบธรรม พวกที่มาช่วยก็ได้รับกันไปแล้วในบางส่วน- พวกที่ได้น้อยหน่อย งอน ต่อไป แกจงทำคนเดียวนะ"

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ข้อร้องเรียนเรื่อง การจัดสอบในวันคริสตมาส ของโรงเรียนรัฐบาล

จดหมายเขียนถึง เลขาธิการ สพฐ และได้รับการตอบรับ สำนักการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหนังสือตอบว่า ไม่ให้โรงเรียนในสังกัด สพฐ จัดสอบ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เด็กลาหยุดเรียนในวันนี้

เนื่องจาก กระผมเป็นผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับความกดขี่และ ความไม่เป็นธรรมจากทางโรงเรียนรัฐบาลหลายๆ โรงเรียนเป็นเวลาหลายปี สืบเนื่องมา ทั้งที่สิ่งนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร และตัวกระผมเองไม่มีเจตนา และไม่อยากจะรบกวนท่านเลย แต่ก็จำใจ จำเป็นต้องกราบเรียนมาเพื่อทราบ เพื่อท่านจะได้รับทราบขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสมอมา

กระผมขอสรุปความสั้นๆ ดังนี้

โรงเรียนรัฐบาลหลายแห่งในจังหวัดเชียงราย อาทิ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม
โรงเรียนแม่จันวิทยาคม และอาจมีโรงเรียนอื่นๆ อีกหลายโรง ที่กระผมไม่ทราบ หรืออาจมีในจังหวัดอื่นๆ อีกมาก ได้กระทำการโดยไม่ได้คำนึงถึงการกดขี่ทางด้านศาสนาแก่ชาวคริสเตียนทั่วไป ซึ่งในจังหวัดเชียงรายมีประชาชนที่นับถือคริสต์อยู่จำนวนไม่น้อย นักเรียนรอบนอกส่วนหนึ่งเป็นชาวเขา และชาวบ้านทั่วไปที่นับถือคริสต์ ได้มาเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล แต่ปรากฏว่า โรงเรียนต่างๆ ได้จัดสอบกลางภาคตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม เกือบทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงสัปดาห์ที่ ต้องมีการจัดการสอบกลางภาคพอดี ปีนี้โรงเรียนหลายๆ โรงเรียนในจังหวัดเชียงราย อาทิ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ก็ประกาศออกมาในแผนปฏิบัติงานของโรงเรียนแล้ว ว่าจะจัดสอบในวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันคริสต์มาสพอดี

ทำไมหรือ? ท่านครับ พวกเราชาวคริสเตียนในรอบหนึ่งปี เรามีเพียงวันเดียวที่สำคัญที่สุดทางศาสนาคริสต์ เป็นวันที่พวกเราทุกคนจะต้องไปโบสถ์ และทางคริสตจักรเองมีการจัดวันคริสต์มาสทุกปี การจัดงานก็ไม่ได้จัดสำหรับเด็กๆ ชาวคริสต์เท่านั้นแต่ยังเลี้ยงอาหาร ขนม และทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ความสุขสำหรับเด็กๆ และชุมชนทุกปี แต่ประเทศไทยมีการเอื้อเฟื้อแก่ศาสนาพุทธอย่างมากเนื่องจากคนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือพุทธ มีวันหยุดของทางราชการที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ปีหนึ่งหลายวัน และเด็กๆ ชาวคริสต์ของเราต้องถูกบังคับ ขื่นใจให้ไปวัด ไปทำกิจกรรมต่าง ที่เราไม่อยากทำ แต่เนื่องจาก
พระเจ้าของเราสอนให้เรา เชื่อฟังเจ้านาย และผู้อำนาจ พวกเราจึงไม่ได้ทำการเดินขบวน หรือประท้วงใดๆเลย ท่าน ครับ พวกเราขอพึ่งบารมีของท่าน หากเป็นไปได้ หากท่านจะแจ้งขอร้องเรียนนี้ ไปยังโรงเรียนต่างๆ ว่าหากฝ่ายวิชาการของโรงเรียนรัฐบาลจะใช้วิจารณญาณสักนิด ได้โปรดผ่อนผันให้เด็กๆ ชาวคริสต์

ที่จะสามารถไปร่วมกิจกรรมวันคริสต์มาส โดยจัดวันสอบไม่ให้ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม เพื่อเด็กชาวคริสเตียนที่เป็นคนไทยเหมือนกัน จะสามารถลาได้ในวันนี้เพื่อเด็กและครูอาจารย์ที่เป็นชาวคริสต์จะสามารถลา หยุดสักหนึ่งวันเพื่อจะสามารถไปจัดคริสต์มาสร่วมกันอย่างมีความสุข แทนที่เด็กๆ และครูชาวคริสเตียนจะไม่สามารถลาได้เลยในวันที่ 25 ธันวาคม เพราะมันเป็นวันสอบของโรงเรียน หากลาก็จะมีความยุ่งยากและปัญหาต่างๆ เกิดแก่ทั้งโรงเรียนและเด็กเอง

กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านที่ได้มีเมตตารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ ผู้น้อยมาตลอด ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านให้มีความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้น อันเนื่องจากกุศลจิตที่ท่านได้มีเมตตาต่อชนกลุ่มน้อยที่นับถือพระเจ้าที่ ยิ่งใหญ่ของชาวโลก คือพระเยซูคริสต์ เนื่องจากวันคริสต์มาสเป็นวันเกิดของท่าน และปีหนึ่งเราก็มีวันนี้เท่านั้นที่ทุกคนต้องการไปนมัสการพระเจ้าและมีความ สุขกัน

ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง