หน้าเว็บ

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Asking God but no answer?

วิธีจัดการกับคำถามที่ไม่มีคำตอบ


"จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า
เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก" (สดุดี
46:10)

วิธีจัดการกับคำถามที่ไม่มีคำตอบ

หลายครั้งในชีวิตเรามีคำถามกับพระเจ้าว่า "ทำไม" - "ทำไม...
เหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นกับเรา ทำไมพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานของเรา" ทำไม...
ทำไม และ ทำไม ...ให้เรารู้ไว้ว่า

1) พระเจ้าไม่เคยสัญญาว่าจะตอบคำถามทั้งหมดในชีวิตเรา
หมายความว่าพระองค์ไม่เคยสัญญาว่าจะเปิดเผยทุกสิ่งให้เราเข้าใจ
นั่นจึงทำให้เราต้องพึ่งพาพระองค์
ถ้าเราเข้าใจความล้ำลึกทุกอย่างของพระองค์ได้
พระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แล้ว

2) ที่พระเจ้าไม่ตอบคำถามทั้งหมด
ไม่ได้แปลว่าพระองค์ไม่มีคำตอบให้ชีวิตเรา แต่แปลว่าพระองค์ทรงให้เรา
"นิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า"
นั่นคือเราจะแสดงให้พระองค์ได้เห็น -
ความเชื่ออย่างสุดใจที่เรามีต่อพระองค์ได้ในเวลาที่มืดมิดที่สุด

*ในเวลาที่มืดมิดที่สุดไม่ได้แปลว่าไม่มีความสว่างเหลือ อยู่
เช่นเดียวกับเราอยู่ในห้องมืดมิดที่ปิดม่านหมด ข้างในห้องอาจจะมืดมิด
แต่เรายังรู้ได้ว่าข้างนอกมีแสงสว่าง แล้วทำไมเวลาที่เราผจญความทุกข์ยาก
เรามักลืมว่าเรามีพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เหนือความทุกข์ยากและปัญหาใดๆสถิตอยู่
กับเรา!!

*พระเจ้าทรงต้องการให้เรามั่นใจในการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ ในทุกเวลา
นั่นจึงไม่มีคำตอบในคำถามของเราในบางครั้ง ...เราต้องเชื่อวางใจพระองค์
อะไรที่พระเจ้าเปิดเผยในชีวิตเรา
ก็เพียงพอให้เราดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้

3) เมื่อต้องรอคอย หรืออยู่ในความทุกข์ใจ เราจะบ่นว่าพระเจ้า
ต่อว่าพระองค์ว่าพระองค์ไม่สนใจเรา... แทนที่จะทำเช่นนั้น
ให้เราคร่ำครวญกับพระองค์เหมือนผู้เขียนในบทเพลงสดุดี
ให้เราเปิดเผยความรู้สึกในใจกับพระองค์ เพราะถ้าเราปิดบัง
พระองค์ก็ทรงทราบอยู่ดี เพราะไม่มีอะไรที่เป็นความลับสำหรับพระองค์
..."จงเข้าไปที่นั่งแห่งพระคุณ อย่างที่เราเป็น"

*ที่สำคัญและลืมไม่ได้* พระองค์ทรงรักเรา ให้วางใจในความรักนั้น

*ผู้ชอบธรรมของพระเจ้าจะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามที่ตามองเห็น*

4) การที่เรารู้คำตอบของคำถามว่า "ทำไม" ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง -
เช่น เมื่อคนที่เรารักจากไป (เสียชีวิต) เราอาจมีคำถามมากมายถามพระเจ้า
ทำไมต้องเป็นคนที่เรารัก? ทำไมต้องเวลานี้? ...ทำไมๆๆๆ? ...
ถึงแม้เรารู้คำตอบของทุกคำถาม แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไปคือ
คนที่เรารักก็ไม่สามารถฟื้นขึ้นมา ดังนั้นเราจะรู้คำตอบไปเพื่ออะไร? -
เราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ ทุกสิ่งที่ผิดพลาดไปในอดีต
เราย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ได้ แต่เราใช้เป็นบทเรียนได้
และสามารถทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ เมื่อเราอยู่ในทางของพระเจ้า

5) จงถามคำถามอื่นนอกจาก "ทำไม"

* ถามพระเจ้าว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อผ่านความทุกข์ยากนี้ไปได้
เราจะมีวิธีรับมืออย่างไร?
* ถามพระเจ้าว่า ในความทุกข์ยากนี้
พระองค์ทรงมีพระประสงค์ใดในชีวิตเรา?
* ถามพระเจ้าว่า ในความทุกข์ยากนี้
ชีวิตเราจะถวายพระเกียรติพระองค์ได้อย่างไร?
* ถามพระเจ้าว่า ในความทุข์ยากนี้
เราจะเติบโตผ่านความทุกข์นี้ได้อย่างไร?

โดย: ครูแอน (นันทนา บุญ-หลง)

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

A Vision given to Mary Rink

Rev 4:1 After this I looked and, behold, a door was opened in heaven, and the first voice, which I heard was as it were of a trumpet talking with me, which said...Come up hither and I will shew thee things which must be hereafter. And immediately I was in the spirit and behold, a throne was set in heaven, and one sat on the throne 5. And out of the throne proceeded lightenings and thunderings and voices, and there were seven lamps of fire burning before the throne, which are the seven spirits of GOD.
I saw in a ray of light my second Bible that I had received, a green and black paper back of the
Living Bible. In this Bible I could see the scripture John3:16.

The Holy spirit said to me." You love this scripture it is what I used to draw you to me that day on June 3rd 1973 '

Suddenly I was in the spirit in Heaven. I was taken into the throne room of GOD where I beheld a stand arrayed in gold which held the Lambs book of Life..

An angel of great height called me forth to look in the book. I stood beside him and he opened up this book of Life, his finger went down the page to my name which then stood out in gold writing, Lynda Mary Murray June 3rd 1973 he then spoke and said..On this day you received me. This day I saw you complete.

John 17:20 Neither pray I for thee alone, but for them which shall believe on me through the word. That they all may be one, as thou, Father art in me, and I in thee, that they also may be one in us, that the world may believe that thou hast sent me, and the GLORY which thou gavest me I have given them; that they may be one even as we are ONE. I in them and thou in me; that they may be made perfect in ONE.

2 Cor 5:8 We are confident; I say; and willing rather to be absent from the body , and to be present with the LORD

ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลดปล่อย


การอธิษฐานด้วยการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
เป็นสิ่งสำคัญ มาก รูปแบบนั้น ไม่สำคัญ เท่ากับ การฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะนำ บ่อยครั้งที่มีผู้มาขอให้ผู้เขียนอธิษฐานอวยพร แต่พระองค์ กลับตรัส ทรงเตือน ให้ผู้รับอธิษฐาน ในบางเรื่องแล้วก็ค่อยอวยพร ครั้งหนึ่ง มีคน มาขอให้อธิษฐานเผื่อสามีของเธอ แต่พระเจ้ากลับ ตรัสให้ผมอธิษฐานอวยพร(ให้เธอกลับใจ)เแทน ครับ ให้เชื่อฟังให้เกียรติ สามีของเธอที่ เพราะเธอรู้สึกว่า สามีของเธอไม่รักพระเจ้า ไม่รักเธอ แต่แท้จริงเธอกำลังเป้นผู้ที่ควบคุมสามี ทุกอย่าง บ่นชอบตำหนิ สามี ของเธอให้เป็นอย่างที่เธอเป็น(วิธีการดำเนินชีวิต) แต่เธอไม่ยอมจำนนต่อ สิทธิอำนาจสามีของเธอ ม่ยอมให้สามีรักพระจรับใช้ตามที่สามีของเธอภนัด เห็นหรือยังว่า การฟังเสียงพระเจ้าในการอธิษฐาน แก่ผู้อื่น จึงเป็นพันธกิจหนึ่ง ที่เสริมสร้างได้ดีมากทีเดียว เพราะเป็นการสั่งสอนการเตือนจริงๆครับ

การอธิษฐานวางมือ เป็นงานรับใช้พื้นฐาน ของพวกเราผู้เชื่อทุกคน และทำได้ง่าย ทุกที่ ไม่ต้องมีตำแหน่ง ในคริสตจักร แต่เป็นอาวุธสำคัญ ที่จะปกป้องตัวเราเองหรือ ช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้ง ใช้เป็นยุทธวิธีในการประกาศได้ดีเยี่ยม เพราะก่อนที่พระเยซูคริสต์สั่งก่อนเสด็จสู่ สวรรค พระองค์ทรงตรัสสั่ง ให้ออกไปอธิษฐาน วางมือ ขับผี บัพติศมา ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ภาษาแปลกๆ และในพระธรรมฮิบรูก็สอนเราว่า การวางมือ เป็นพื้นฐานหลักข้อเชื่อ อันหนึ่งด่วยเช่นกัน แต่เราจะเห็นว่า คริสเตียนสมัยนี้ จะเห็นประสพการณ์ ในการ อธิษฐานวางมือ ขาดไป หรือน้อยลง หรือจะเรียกว่า เราเน้นการกลับใจ การประกาศ หลักข้อเชื่อ อื่นๆ แต่เลี่ยงการวางมือไปเสียแล้ว เราจะทำกันเพื่อการอวยพร เท่าที่จะทำ แต่ไม่ได้เป็นพันธกิจหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราที่จะช่วยเราได้อย่างมาก มหาศาล

(มก16: 15-19 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า "เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า) พระธรรมฮิบรูเอง ก็ กล่าวถึง หลักข้อเชื่อพท้นฐานของคริสตชน ฮีบรู 6:1-2 เหตุฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่วางรากฐานซ้ำอีก คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย เรื่องความเชื่อในพระเจ้า และคำสอนว่าด้วยพิธีล้างชำระ และพิธีวางมือ และการเป็นขึ้นมาจากตาย และการพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์นั้น แต่เราจะเห็นว่า คริสเตียนสมัยนี้ จะเห็นประสพการณ์ ในการ อธิษฐานวางมือ ขาดไป หรือน้อยลง หรือจะเรียกว่า เราเน้นการกลับใจ การประกาศ หลักข้อเชื่อ อื่นๆ แต่เลี่ยงการวางมือป)

รูปแบบ กับความชอบ ไม่ใช่คำตอบในการอธิษฐานวางมือ แต่การทรงนำ การสั่ง จากพระวิญญาณสำคัญกว่า เราจึงอย่า สร้างกำหนดรูปขึ่นมา แบบเดียว ในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่น พระเยซูคริสต์เอง บางครั้งพระองค์ก็ใช้วิธี แปลกๆ เช่น สั่ง ขับผี พูด ปกติธรรมดา หรือ รักษาโรคโดย เอาโคลนป้ายตา หรือ แต่ตอนนี้ผมอยากจะพูดหลักการเบื้อง ต้น ในการทำพันธกิจนี้ ก่อน เพื่อท่านจะได้รับการยอมรับ และ ทำพันธกิจในมิติที่ได้กว้าง ขวางขึ่นไปอีก อีกทั้งสามารถช่วยเหลือคนได้หลายด้านด้วย หากท่านค่อยๆฝึกจนชำนาญ แล้ว และได้ยินเสียงพระเจ้าชัด พันธกิจของท่าน จะช่วยคนได้มาก และเห็นผลชัดเจนมาก ครับ ทำไมผมจึงเขียนเรื่องนี้ขึ่นมา ? เพราะจาก การสัมนา อบรม หรือร่วมทำพันธกิจ การสร้างผู้นำ ในพันธกิจวางมือ ให้กับ ผู้รับใช้ที่กำลังฝึกไหม่ หรือรุ่นน้องที่กำลังร้อนรน ผมเห็นสิ่งหนึ่ง คือ การกำหนดรูปแบบ ที่เคยทำสำเร็จแล้วก็นำกลับมาทำอีก หรือ ทำแต่สิ่งที่ตนเองชอบ หรือ ทำแต่รูปแบบที่ตัวเองอยากทำ ทั้งที่พวกเขาเหง่านั้น กำลัง เคลื้อนในพระกาย ที่หลากหลาย และมากด้วย ความต้องการ ของที่ประชุม หรือ ผู้นำบนธรรมมาส วิทยากรหรือศิษยาภีบาลกำลัง บอกมห้ทำบางอย่างเช่น บางรายการ ผมได้รับการทรงนำให้ ที่ประชุม อธิษฐานอวยพรซึ่งกันและกัน หรือ ปลดปล่อย ถ้อยคำแห่งชับชนะ แห่งความเชื่อ แต่ก็จะมีบางท่าน ก็จะเริ่ม เอามือวางที่ศรีษะ คู่อธิษฐาน(ผู้รับการอธิษฐาน อาจเป็นผู้เชื่อไหม่ หรือ ผู้เชื่อเก่าที่ไม่เข้าใจ) จากนั้น น้องท่านนี้ เริ่ม เจิม ด้วยๆฟบ้าง ปลดปล่อยถ้อยคำ การเจิม ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษบ้าง ไทยบ้างที่เลียนแบบ จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ผมกับที่ประชุม ต้องก็รอคนคู่นี้อธิษฐานเสร็จ ก็กินเวลาในการสอน ทำพันธกิจอย่างอื่นต่อไป ไปนานเลยครับ

เรื่อง ไม่จบเท่านั้น คาบต่อไป ผมสอน และ เริ่ม เรียนในหัวข้อ การอธิษฐาน ตัดความสัมพันธิ์บ้าง หรือ ประกาศการยกโทษ หรือ ปลดปล่อย จากการผูกมัด หรือ ประกาศ พระสัญญาของพระเจ้า แต่ พี่น้องท่านนี้ยังคง ทำเหมือนเดิม คือ จะเริ่มเจิม ดังที่เล่า กับคู่ต่อไป ทำแบบเดิม ไป เรื่องที่น่า เศร้าคือ น้องผู้รับใช้ท่านนี้ผมชมว่า มีหัวใจที่ดี ในการรักพระเจ้า แต่ ว่า เขาขาด การเชื่อฟัง หากเป็นทหาร เข้าสู้รบ สู่สงคราม กองร้อยนั้น แพ้ราบคาบแน่นอน ครับ หรือหากเป็นทีมฟุตบอล ก็คือ จะทำให้ด็ชปวด หัว เพราะคำสั่งให้วิ่ง สลับ ชา เตะลูกบอล หรือ ฝึกโหม่ง คนๆหน่งไม่สนใจ จะเตะเข้าโก อย่างเดียว ลองคิดว่า ทั้งทีมจะได้รับการพัฒนาไปได้มากแค่ไหนครับ หรือออกสู้รบ บางครั้งในความเงียบ ในป่า อาจใช้มีด บางสถานการณ์อาจใช้ปืน บางโอกาส ต้องใช้ธนู แต่คนนหนึ่ง จะโยนระเบิดอย่างเดียวทุกสถานการณ์ เพราะใช้อาวุธผิดประเภท ผิดกาละเทศะสิครับ จนสุดท้าย เสียงสะท้อน กลับมาถึงผมคือ คนส่วนไหญ่ ไม่อยากจับคู่ อธิษฐานกับ ท่นผู้นี้ เพราะ ไม่ได้ฝึกตามขบวนการหลากหลาย ที่เข้ามาร่วมสัมนนา เพราะต้องมารับรูปแบบเดียว กับน้องผู้รับใช้ จากคนๆนี้ น่าเสียดายครับ เขามีหัวใจดี แต่ขาดการเชื่อฟัง คำสั่ง ใช้ สิทธิอำนาจ ในทางที่ผิด เป็นคนมีหัวใจดี แต่ไม่มีใครยอมรับในความร้อนรนของน้องผู้รับใช้ท่านนี้ น่าเสียดาย ที่ผมได้มีโอกาสสอนเตือน วันนี้เขายังคง เชื่อในรูปแบบของเขาว่า เจิม เท่านั้น เป็นคำตอบทุกสิ่ง แต่อย่าลืมว่า การเจิม จะมาพร้อมกับการเชื่อฟัง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และเสียงของพระวิญญาณที่บอกเรา ไม่ใช่ สิ่งที่เราชอบที่จะทำเท่านั้น วอชแมนนี กล่าวว่า “ท่านจะมีสิทธิอำนาจ ได้นั้นท่านต้องอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจครับ”

หนึ่ง สิ่งที่ต้องคำนึง คือ กาละเทศะ ในการอธิษฐานอวยพร อยากหนุนใจ คือ การวางมืออธิษฐานแบบอวย พร ซึงกันและกัน ใน คริสตจักรมากๆ พระเยซู ทรงอวยพร เด็กๆ ทรงสั่งให้ไปตามบ้านใดก็อวยพรบ้านนั้น เรา ทำได้กับทุกคน ไม่เครียด สนุก สบายๆ อบอุ่น ไม่ว่า เด็กหรือผู้ไหญ่ ผู้เชื่อไหม่หรือเชื่อมานาน ทำได้เท่าที่ทำ ความสำคัญ อยู่ที่ฤทธอำนาจของพระวิญญาณ ทรงสัมผัส และสถิตอยู่ด้วย ฤทธิอำนาจ ไม่ใช่ที่มือเรา แม้เป็นผู้เชื่อเก่าหรือไหม่ เก่งไม่เก่งมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง มือและหัวใจอันเต็มด้วยความรัก เป็นเครื่องมือ สัญญักษณ์ ที่จะให้พระพรของพระเจ้า ไหล ผ่านพวกเราไปสู่ ซึ่งกันและกัน แต่การอธิษฐาน ควรให้เกรียติผิอื่น เช่น ขออนุญาติ บางท่าน เพราะบางทีเขาอาจไม่พร้อมจะรับคำอธิษฐานจากท่าน มีเหตุผลมากมาย หรือการอธิษฐานแก่ ผู้ที่อาวุโสกว่า หรือแก่สตรี ท่าทาง หรือการ แตะเนื้อต้องตัว ควรที่จะเหมาะสมครับ เราทำได้ทุกที่ แม้การเปิดตาอวยพร ตามข้างถนน ขับรถไปเปิดตาอธิษฐานอวยพรแก่กันในรถ เห็นไหมครับว่าผ่อนคลาย (ยกเว้น พระวิญญาณจะสั่งชัด และมีการเยี่ยมเยียนจากพระองค์ หรือมีการเทของพระวิญญาณ เสด็จมา ตอนนี้ท่านตามเคลื่อนไปเลยครับ) แต่หากยังไม่มีอะไรพิเศษ ก็สนุกกับการรับพระพร ในการ อวยพรแก่กัน ดีกว่า ครับ

สอง ทักษะบางเรื่อง การอธิษฐานเพื่อเยียวยา บำบัดปลดปล่อย สำหรับผม การอธิษฐาน ทำพันธกิจแบบนี้ หากเป็นไปได้ การเผยวจนะ การเยียวยา การปลดปล่อย การขับผี การนำสารภาพบาป ตัดความสัมพันธิ์ ควรเปิดตาจะดีกว่า เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าว่า ผู้ที่รับการอธิษฐาน รับทำพันธกิจจากเรา มีบาดแผล จะสำแดงอาการ อะไรออกมา ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้อธิษฐานเผื่อท่านหนึ่ง สักครู่ เธอเริ่มมีอาการสั่น ร้องให้กรีดร้อง ดึงผม ของตัวเอง เอามือชกขึ่น บนฟ้า ไปโดน บางท่าน เห็นหรือยังว่า การอธิษฐานปลดปล่อยเยียวยา จะเกี่ยวกับ วิญญาณและบาดแผล อารมย์ที่บาดเจ็บ ที่ปะทะกับฤทธิอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากท่านอ่านพระคัมภีร์ จะเห็นว่าพระธรรมยอห์น 17พระเยซู อธิษฐานเปิดตา และ ออกเสียง จน ยอห์นบันทึกคำอธิษฐานนั้นได้ การอธิษฐานพันธกิจแบบนี้ หากเราหลับตา เรอาจรับบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจได้ครับ และหากแก้สถานการรณ์ไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดการเสียหายมาก อีกรายหนึ่ง ขณะอธิษฐาน โดยปกติเธอเป็นคนเรียบร้อยมาก พอผ่านไปสักครู่ เธอยืนขึ่นและวิ่งไปที่หน้าต่าง เพื่อะกระโดด ฆ่าตัวตาย ดีนะครับที่ทีม เราฝึกเปิดตา วิ่วจับเธอไว้ และปิดหน้าต่างทัน ซึ่งเราจะคุยกันในหัวข้อ การวางมืออธิษฐาน ในการทำพันธกิจ บำบัดปลดปล่อย ในอนาคต ครับ

ตอน นี้มาเข้าเรื่องอีกที แล้วเราลองสิครับว่า ผู้รับอธิษฐาน กำลังการต้องการการปลดปล่อย เรื่องเสพติดบางเรื่อง แต่มีบางคน ก็เริ่มเจิมด้วยๆไฟ ส่งต่อไฟ ดังรูปแบบที่ผมกล่าวตั้งแต่ต้นให้ฟัง แทนที่จะนำผู้รับการอธิษฐาน ประกาศการให้อภัย สารภาพบาป กลับใจไหม่ ปลดปล่อย จะดีกว่าไหมครับแล้วค่อยเจิม เพื่ออฤทธิอำนาจ ของพระเจ้าจะได้เยียวยารักษา ฟื้นฟูชีวิตผู้รับคำอธิษฐานไหม่ ซึ่งเรื่องนี้ เราต้องฟังเสียงพระวิญญาณ ด้วยว่า เราจะเจิมก่อนหรือนำการสารภาพ ปลดปล่อย เยียวยาก่อน(เรื่องนี้ยืดหยุ่นได้ และต้องฟังเสียงพระวิญญาณในตอนนั้น) เพราะ บางครั้ง คนเรายังไม่สามารถสารภาพบาป กลับใจไหม่จากความบาปบางเรื่อง และยังพึงพอใจกับบาปนั้นอยู่ เขาเข้ามาเพื่อจะจัดการตามขบวนการ ดรียนรู้และ เข้าใจ แต่กลับมีบางคน เริ่มมาเจมอีกแล้ว จะเกิดผลหรอครับ ?ทำไม? เพราะผู้นั้นยังรักจะเก็บความบาปนั้นอยู่ สำหรับผม อธิษฐานปลดปล่อย นำสารภาพก่อนเจิมดีกว่าครับ ส่วนเรื่องการเจิมนั้น ท่านสามารถอ่าน ในเรื่อง เมื่อรับการอธิษฐาน และพันธกิจในการอธิษฐาน และผมเชื่อ และ รัก เน้นเรื่องการเจิม ล้านเปอร์เซ็นครับ แล้วจะเขียนในเรื่อง นี้เช่นกันในอนาคต

สาม กุญแจ และ ข้อคิด ในการอธิษฐาน เพื่อส่งต่อการเจิม
อัน นี้ ผมอยากไห้เราพิจารณาดีๆครับ เพราะมีหลายคน เมื่อเข้าไปตามงานสัมนา หรือการประชุม ในคริสตจักร เที่ยววางมือ อธิษฐาน เจิมส่งต่อการเจิม หรือเรา จะใช้อีกคำว่า Impartation เป็นศัพท์ ใน พระคัมภีร์ คือการส่งต่อ มีหลายความหมายนะครับ เช่น ส่งต่อ สิทธิอำนาจ ส่งต่อหน้าที่ เช่น โมเสส ส่งต่อหน้าที่ ภาระให้แก่โยชูวา มันรวมถึงภาระหน้าที่ เอลียาห์ ส่งต่อให้เอลีชา เปาโลส่งต่อให้ ทิโมธี นั่นย่อมแสดงว่า โมเสส เอลียาห์ เปาโล เป็นเจ้าของๆประทานการเจิมนั้น ท่าน เหล่านั้น ปล้ำสู้ ปฎิบัติ ศึกษา เรียนรู้กับพระเจ้า ชั่วโมงบินสูงมาก ทำจนเป็นสิทธิอำนาจ เป็นเจ้าของๆประทานนั้น เป็นชีวิต ที่ทำในพันธกิจ รู้วิธีรับการเจิม จากการเชื่อฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ ใช้เวลาความสัมพันธิ์กับพระวิญญาณในการทำ พันธกิจ และรู้วิธีการรักษา และรู้ว่าควรจะส่งต่อให้ใคร เพราะในพระคัมภีร์สอนว่า อย่ารีบด่วน วางมือใครเจิมใครด้วยเช่นกัน และคนที่เรา จะวางมือส่งต่อ มอบสิทธิอำนาจนั้น

การ เจิม นี่แหละที่เรากล่าวถึง มันรวมไปถึงการเยียวยา ปลดปล่อย รื้อฟื้นความรักจากพระเจ้า แลปลดปล่อยของประทาน แล้วแต่พระวิญญาณจะนำ และที่สำคัญในคริสตจักร เป็นการางมือเจิมเพือรับกำลัง ด้วย การส่งต่อไฟ ของประทาน แต่ควร มีหลักการสำคัญ คือ เราควรเจิม วางมือ คนประเภทแรกคือ ควรวางมือให้กับผู้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ(กดว.27:18 และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "จงนำโยชูวาบุตรนูนผู้มีพระวิญญาณอยู่ภายในเขามา จงเอามือของเจ้าวางบนเขา) คนประเภทที่สอง ซึ่งอ.เปาโลเตือนเราไม่ให้ด่วนวางมือ จนกว่าเราจะพิสูจน์ คนเหล่านั้นก่อน (1ทธ.5:22 อย่าด่วนเอามือวางเจิมผู้ใด และอย่ามีส่วนร่วมในการกระทำบาปเลย จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์ )

ปัจจุบัน มีการประชุมสัมนาพิเศษ มีการวางมือ เพื่อรับการเจิม ผมเข้าใจว่าเป็นการอธิษฐาน เพื่อเยียวยา ปลดปล่อย และระเบิดของประทาน หรือแล้วแต่น้ำพระทัยของพระวิญญาณ ที่จะสัมผัส สำแดงในเวลานั้น เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะผมก็ชอบที่จะรับการอวยพรการเจิมด้วยไฟ จากผู้รับใช้เหล่านี้ ที่พระองค์ทรงโปรดให้มาอวยพรเรา แต่ผมกำลังเตือน น้องๆผู้รับใช้รุ่นไหม่ว่า เราควรทำ ให้ถูกต้อ วาระ กาะเทสะ จะดีแสวยงามที่สุด ในการประชุมแต่ละครั้ง

พวกเรา ที่กำลังพัฒนาเรียนรู้ ฝึกฝนในคริสตจักร ในการทำพันธกิจกับผู้เชื่อ เพราะพวกเรา เมื่อไปร่วมสัมนา หรือเมื่อศิษยาภิบาล นำการสอนการประชุม หลายคนไม่ทำตามคำสั่ง หรือเคลื่อนไปด้วยกัน ทำไมบางคนเที่ยวไปเจิม ส่งต่อส่งไฟ เขาน่าจะรับ เรียนรู้จะแช่ในการทรงสถิต หรือ ฟัง คำสอน ดู เรียนรู้ เพราะวิทยากรก็อยู่ที่นั่นแล้วในวันนั้น เมื่อเขามาเรียน รู้ จับคู่อธิษฐาน วิทยากร สั่ง บอกให้ ทำพันธกิจใน แบบต่างๆเพื่อการพัฒนาทั้งคู่ที่เขาได้จับคู่ และตัวเขาเอง จะได้รับการพัฒนาทั้งคู่ แต่ห่กเขายังคงเน้นจุดเรื่องที่เขาจะทำคือ เจิมอีก ผมเกรงว่า การพัฒนานั้น จะไม่เกิดทั้งคู่ เพราะ สองคนไม่ได้ฝึกในขณะที่มีวิทยากรอยู่ด้วย ผมไม่ได้ตำหนิว่าใครส่วนตัวนะครับ แต่มันเป็นปัญหา ของผู้ที่เคลื่อนในการเรียนรู้ที่จะทำพันธกิจ ในการอธิษฐาน อยากหนุนใจว่า พระเยซูคริสต์เอง ขณะทำพันธกิจ พระองค์ทรง มีการอวยพรเด็กๆ มีการสอน มีการขับผี มีการ รักษาโรค และมีหลายรูปแบบ เช่น สัมผัส เรียก ลาซาลัส ให้ฟื้น เรียกเด็กที่ตายให้ฟื้น พระองค์ไม่ใช่ เจิมๆตลอดเวลา

ผม กล่าวเช่นนี้ เพื่อ ท่านจะได้ทำพันธกิจ ได้กว้างขึ่น มากขึ่น และตรงประเด็น ครับ เมื่อมีคนเชิญท่านไป ทำพันธกิจ หรือ ในคริสตจักร เมื่อมีการให้อธิษฐานเผื่อกัน คนในห้องประชุม มีปัญหา ความต้องการหลากหลาย บางคนตอนนี้ ต้องการการหนุนใจ บางคนต้องการ การเจิมด้วยเช่นกัน บางคน มีบาดแผล ต้องการเยียวยา บางคนต้องการระบาย ความในใจ หรือ หาคู่ที่อยากปลอบใจเขา เราควรทำตามนั้นดีกว่า แต่ที่สำคัญ เราต้องให้เกียรติ ผุ้ที่จัดประชุม ว่า วันนั้น เขาต้องการเน้นเรื่องอะไร ครับ

หากเป็นเช่นนี้ ใครๆก็อยากไห้ท่านอธิษฐานเผื่อ ท่านไม่ต้องวิ่งไปหาใคร คนทั้งหลายจะเสาะหาท่านเอง เพราะคำอธิษฐานของท่าน เจาะจง ตรงประเด็น ตามการทรงนำ และ เห็นผลพิสูทน์ได้ครับ

ที่มา: http://www.james7.org/

Why the loving God send people to Hell?

Peter's Horrible Failure…and Ours

Mark 14:26-31; 66-72
26 And when they had sung a hymn, they went out to the Mount of Olives.
27 Then Jesus said to them, "All of you will be made to stumble because of Me this night, for it is written:
' I will strike the Shepherd,
And the sheep will be scattered.
28 "But after I have been raised, I will go before you to Galilee."
29 Peter said to Him, "Even if all are made to stumble, yet I will not be."
30 Jesus said to him, "Assuredly, I say to you that today, even this night, before the rooster crows twice, you will deny Me three times."
31 But Peter spoke more vehemently, "If I have to die with You, I will not deny You!"
And they all said likewise.
66 Now as Peter was below in the courtyard, one of the servant girls of the high priest came.
67 And when she saw Peter warming himself, she looked at him and said, "You also were with Jesus of Nazareth."
68 But he denied it, saying, "I neither know nor understand what you are saying." And he went out on the porch, and a rooster crowed.
69 And the servant girl saw him again, and began to say to those who stood by, "This is one of them."
70 But he denied it again.


And a little later those who stood by said to Peter again, "Surely you are one of them; for you are a Galilean, and your speech shows it."[a]
71 Then he began to curse and swear, "I do not know this Man of whom you speak!"
72 A second time the rooster crowed. Then Peter called to mind the word that Jesus had said to him, "Before the rooster crows twice, you will deny Me three times." And when he thought about it, he wept.


A lot of people consider Peter to be their favorite disciple; perhaps because he is so human and transparent. Can you think of anything more embarrassing than for our Lord to pick a series of denials in your life and then put them into the record of His Word, allowing centuries of preaching to work over the details of them?


We'll pick up the scene just after Jesus and His disciples had shared their last meal. They concluded their time together by singing a hymn, and then they went off into the night toward the foot of the Mount of Olives, where Gethsemane was situated. Along the way small talk was exchanged between the men, intermingled with words spoken by Jesus. Please note that all four of the writers of the Gospels (Matthew, Mark, Luke, and John) recorded the account of Peter's denial, we have chosen Mark's account for today's lesson.

I. Jesus makes a prediction: "you will fall away" Mark 14:27-28 Jesus supported His prediction with words taken from Zechariah the prophet in Zechariah 13:7, quoting the Father: "I will strike down the shepherd, and the sheep shall be scattered."—-then, Jesus added these words, "After I have been raised, I will go before you into Galilee." Apparently, Peter missed the part of the prediction regarding the resurrection of Christ, as He had been teaching for the past three years. All he heard was, "you will fall away"….The term used here means "to stumble." In other words, Jesus was saying, "Every one of you is going to turn against Me, depart from Me, leave Me; that is, every one of you will."

II. Peter emphatically refutes the prediction with "I will NOT!!" Mark 14:29 He thought that the prediction could be true of his associates, but certainly never for himself. Although Peter eventually did compromise himself, he was sincere at this point of his intent to remain loyal to his Lord, regardless of the consequences (notice verse 31.)

III. Jesus personalizes His prediction: "You will deny Me times" (Mark 14:30) Basically, Christ made two statements here. "You will deny Me this very night." AND "You will deny Me three separate times" The Lord even mentioned the deadline, "before the cock crows twice" The Romans divided their day into three-hour segments. The night segments were termed "watches," and there were four watches altogether. The watches were identified as follows:


i. The Evening Watch: 6:00PM until 9:00PM
ii. Midnight Watch: 9:00PM until Midnight
iii. Cock Crowing Watch: Midnight until 3:00AM
iv. Morning Watch: 3:00AM until 6:00AM


At the end of each watch was the changing of the guard in Jerusalem. The end of the third watch was signaled by the "crowing of the cock"—this was not the sound of a rooster as is commonly held, but rather that of a trumpet sounded twice by the officer of the guard (this was a trumpet blast sent forth in two different directions). Jesus told His confident disciple that he would deny Him three times before the 3:00AM horn blasts would be heard that night. Little did Peter or his companions know—before that night had passed, they would eat their words and deny Christ—all of them, especially Peter.


IV. Peter fulfills the prediction: "I do not know Him." Mark 14:66-71. Signs of Peter's weakening can be seen even before Christ's abuse at the hands of the high priest and his entourage began.
a. While in the Garden: Verses 32-38. Before leaving His disciples to pray, He instructed Peter (plus James and John) to watch and pray. Upon His return, Christ found them asleep three different times. Christ most notably addressed His reproof to the one disciple who vehemently pledged his loyalty. Peter. During His reproof, Christ addressed Peter by his former name, instead of the new one He had given him, which meant "the rock". Christ called him Simon, which means "vacillating one." His sleeping was a sign of something worse yet to come. —— Careful!! If we are quick to criticize Peter, many of us would do even worse!


b. In the courtyard: verse 66-68. It is here the first denial transpired. Soon after the silence of the garden was broken by the arresting mob, Jesus was led away to this particular place where His disgrace began. He was surrounded by the high priest, chief elders, and scribes. Verse 53. Peter observed them accusing Him of blasphemy, spitting on Him, beating Him, and shoving their fists into His face and flesh. He had mingled with officers associated with Christ's abusive treatment who were warming themselves by the fire in the courtyard. From there, Peter could continue watching the horrible nightmare unfold. He was noticed by the high priest's servant girl, who approached him, commenting, "you, too were with Jesus the Nazarene." His face, highlighted in the night by the flames of the fire, had been detected by someone who recognized him. Then came the denial, "I neither know nor understand what you are talking about." He had knowingly broken his earlier pledges of loyalty. Peter lied, and denied Christ.


c. While on the porch. Verse 68b –71. Peter sought safety after that first encounter. He retreated to an adjacent porch, hoping to preserve his anonymity. Here the second and third denials were uttered. Apparently, he as still in sight range of Jesus. The girl wouldn't back off; she kept probing. In the presence of bystanders, she continued, "this is one of them!" Again, Peter denied he knew Christ. The pressure continued as the persistent girl kept on, "surely you are one of them, for you are a Galilean, too!!" His accent had betrayed his identity. He was exposed. This last time, Peter resorted to the common language of the street—he cursed—and swore his denial; "I do not know this man you are talking about."
NOTE: The only thing I find funnier than a true, Southern Accent is a Yankee trying to imitate one! The Southern drawl will give you away every time!!


d. Sudden Occurrences. Verse 72. First, the two-blasted cock crowing was heard. Second, Peter remembered the words of Christ's prediction. Peter wept bitterly. His pain was so severe. He had not…could not keep his word to Christ. He had lied and denied Jesus, his Master and friend.

Painful but Necessary Comparison.
Not a single person can look upon Peter with a judging eye. Though none of us were at the scene in his place, we've been at various scenes of denial that are our own…..at school, at work, in public.
Fearing to appear as spiritual freaks or fanatics, we've kept our mouths shut when it would have been appropriate to talk about Christ and our faith in Him. Many of us betray Christ with our silence. Many of us deny Christ with our words. Either way, we have denied Christ.


But, Peter's story does not end here. After crying bitterly once he realized what he'd done, Peter repented and served Christ wholeheartedly. Peter survived his betrayal because he found forgiveness and restoration in Christ. So can you. I pray you find His peace today.

 

Conclusion:
I was once conducting a meeting with some high school teenagers. I told them that they could ask me any question on any subject, and I would try and answer it. Their questions were typical of ones I had received in similar sessions scores of times before. As the session drew to a close, one girl toward the back, who had not said anything, raised her hand. I nodded, and she said, "The Bible says God loves everybody. Then it says that God sends people to hell. How can a loving God do that?" I gave her my answer, and she came back to me with arguments. I answered her arguments, and she answered my answers. The conversation quickly degenerated into an argument. I did not convince her, nor did she convince me.

After a few more questions I dismissed the session. After the session I approached her and said, "I owe you an apology. I really should not have allowed our discussion to become so argumentative." Then I asked, "May I share something with you?" She said, "Yes." So I took her through a basic presentation of the gospel. When I got to Romans 3:23 and suggested that all of us were sinners she began to cry. It was then that this high school senior admitted she had been having an affair with a married man. The one thing she needed was forgiveness. When I finished the presentation of the gospel, she trusted Christ. The reason she did not believe in hell was because she was going there. In her heart she knew she had sinned. Her conscience condemned her, but rather than face the fact of her guilt, she simply denied any future judgment or future hell. All of us need forgiveness when we fail. God offers just that to you. Right now. You don't have to wait any longer.

You are loved with an everlasting love. God loves you, and has a purpose for your life. Give your life to Him today, won't you? The successes and the failures. He will take them all and bless you in your life. Trust Him today.