หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ forward mail แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ forward mail แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Good news from Napal


Mary Rink, a Messianic Jew, a friend of mine, from Napal sent me this email and I would like to share with all or God's people.

Subject: UNVEILING THE FACE OF GOD
Date: Sun, 28 Aug 2011 15:50:09 +0530

Dear Friends,
What a thrill to write and share with you what GOD is releasing in Nepal this year breaking forth into next Spring as He poured down into my spirit a vision to raise up 200 banners to proceed through the streets of Kathmandu April 1-3 2012

God is at work in this nation of Nepal, we have just experienced three weeks in the glory zone as revival fires broke lose in a Nepali congregation led by a Ps Adam from England. We witnessed a tremendous outpouring of the Holy Spirit in great measures which left Nepali believers desiring more of His presence and being aware that there is a need for the presence of GOD to be aparent in this Nation.



วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติการส่งมิชชันนารีไปประกาศนอกประเทศของคนไทย

การส่งมิชชั่นนารีไปต่างแดน

ในบรรดาการเข้าสู่สากลทั้งหมดที่คริสตจักร ไทยมีส่วน สิ่งที่ถือว่าก้าวหน้าที่สุดก็คือการส่งมิชชันนารีคนไทยไปทำพันธกิจในต่าง ประเทศ เป็นที่น่าขอบคุณพระเจ้าที่คริสตจักรไทยหลายแห่งมีภาระใจในพันธกิจด้านนี้ มากขึ้นเรื่อยๆ
ค.ศ.1956-1958 คริสตจักรมารานาธา ได้ส่งมิชชันนารีไทยไปประเทศลาว 2 ปี
ค.ศ.1957 คริสตจักรไมตรีจิต ส่งคนไปประกาศกับชาวจีนฮ่อที่เชียงราย ต่อมาได้ส่งเลยเข้าไปในพม่าด้วย


วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความล้มเหลวของศาสนาคาทอลิก Catholics become minority

น่า เศร้า! ผลสำรวจประชากรแคว้นบาวาเรีย (แคว้นที่ Pope BXVI ประสูติ .. แคว้นนี้ เมืองหลวงคือ "มิวนิค") ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คาทอลิกกลายเป็นคนกลุ่มน้อยของแคว้น โดยคริสตังทิ้งวัดและประกาศตนไม่มีศาสนาเกินกว่า 50% สาเหตุสำคัญมาจากคนผิดหวังกับการประพฤติตนของพระสงฆ์และปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ ในเยอรมนี ถ้านับถือศาสนา ต้องเสียภาษีบำรุงศาสนาด้วย

 http://bit.ly/m3xpC0

A survey reveals how the church formerly led by Ratzinger in the wealthy region of Bavaria, the German Catholic stronghold, has lost almost 25.000 worshipers who have left the Roman Catholic Church


วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เชื่อศาสนาที่ผิดพลาดทำให้สูญเสียชีวิตก่อนวััยอันควร


เดอะซัน – สาวอังกฤษ วัย 22 ปี ต้องจบชีวิตลงอย่างเศร้าสลด หลังเสียเลือดมากจากการให้กำเนิ

ดลูกชายหญิงฝาแฝด แต่ไม่ยอมรับเลือดจากโรงพยาบาล เพราะต้องการปฏิบัติตามความเชื่อของศาสนาพยานพระยะโฮวาห์ (Jehowah Witness) ที่อ้างหลักคำสอนที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ไบเบิลอย่างเคร่งครัด

เอ็มม่า กอช วัย 22 ปี จากเมืองเทลฟอร์ด ชร็อปไชร์ของอังกฤษ ได้ให้กำเนิดลูกฝาแฝดเมื่อคืนวันอังคาร (25) ที่ผ่านมา โดยก่อนที่จะเข้าห้องคลอด เอ็มม่าได้ยืนยันในแบบฟอร์มของโรงพยาบาลว่าเธอไม่ยินยอมที่จะรับการให้เลือด ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น


วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความเข้าใจเกี่ยวกับผีของคนไทย Knowing Thai beliefs in Spirits and Demons.

มหาธรรม เรื่อง การเลี้ยงผี บูชาเทวดา รับขันธ์ องค์ใน ต่างกันไฉน

มีคำกล่าวว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
ในบทความนี้ ผมไม่มีเจตนาจะส่งเสริมสถาบันผี หรือวิญญาณร้ายใดๆ แต่ต้องการเปิดเผยถึงสิ่งที่คนไทยเชื่อ คนไทยเรียนรู้ องค์ความรู้เกี่ยวกับผี ผมจึงขออนุญาตเจ้าของบทความเอามาลงไว้ตรงนี้ เพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาเรื่องผีๆ ต่อไป

ประเพณี การเลี้ยงผี, บูชาเทวดา, รับขันธ์ และองค์ใน มีอยู่ในวัฒนธรรมไทย ที่มักถูกมองว่างมงาย แต่สำหรับผู้ที่ศึกษาเรื่องจิตวิญญาณอย่างจริงจังกลับพบต่างไป ดังนี้


วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กระทรวงวัฒนธรรม ห้ามสักรูปเทพฯ



เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)
เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุ

กรรมการศูนย์ปฏิบัติการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ
ว่าที่ประชุมหารือถึงประเด็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการสักภาพ (Tattoo)
พระพุทธรูป และรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอื่นๆ บนร่างกายที่ จ.ภูเก็ต
ซึ่ง วธ.ได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด (สวจ.)
ภูเก็ตลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลตามสถานประกอบการในเบื้องต้น
พบข้อมูลที่น่าตกใจว่าชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
ส่วนใหญ่สนใจสักรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาทิ พระพุทธรูป พระคเณศวร เป็นต้น
ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา ข้อเท้า หน้าอก เป็นต้น
ซึ่งไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามในสังคมไทย
และกระทบต่อความรู้สึกความศรัทธาที่มีต่อศาสนา


วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พ่อโต๋ นักดนตรีเอก เชื่ออะไร

ชายคนเดียวกันนี้ คนรุ่นหนึ่งเรียกเขาว่า “พี่ต้อง แกรนด์เอ็กซ์” แต่คนยุคนี้รู้จักเขาในนาม "พ่อโต๋-ศักดิ์สิทธิ์” ชายคนเดียวกันนี้ผูกพัน กับดนตรีมาทั้งชีวิต แล้วยังถ่ายเลือดศิลปินเต็มขั้นให้กับลูกชายคนเก่ง เขาเรียกพรสวรรค์ทางคีตศิลป์นี้ว่า "ของขวัญจากพระเจ้า"




หากร้องเพลงรักในซีเมเจอร์ “แอบรักเธออยู่ในใจ เก็บหัวใจไว้ที่เธอ…” ได้จนจบเพลง คงไม่ต้องบอกว่า นคร เวชสุภาพร เป็นใครหนอ?

แต่คนที่เกิดมาช้าไปสักหน่อย คงอยากจะสัมผัสตัวตนผู้ชายคนนี้ มากกว่าเป็นผู้ให้กำเนิดศิลปินหนุ่มหน้าใสแก้มป่อง “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์”

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันสิ้นโลกล้มเหลวหรือ


มะ​กัน​ยกขบวนเย้ยสถานีวิทยุ แพร่คำทำนาย "โลกแตก"

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2554

May 23, 2011, 6:33am

ชาวสหรัฐฯจำนวนหนึ่ง รวมตัวกันหน้าสถานีวิทยุ
ซึ่งเผยแพร่คำทำนายวันสิ้นโลก 21 พ.ค.ที่ผ่านมา
เพื่อร้องรำทำเพลงและล้อเลียน
กรณีที่ไม่เกิดเหตุร้ายแรงตามที
่ประกาศไว้...

ชาว​เมือง​โอ๊ค​แลนด์ ใน​รัฐ​แคลิฟอร์เนีย​ ประเทศ​สหรัฐฯ ประมาณ 100 คน
ชุมนุม​กัน​บริเวณ​หน้า​สถานี​วิทยุ "​แฟ​มิ​ลี่ เรดิ​โอ อินเตอร์
เนชั่นแนล" ซึ่ง​ก่อตั้ง​โดย​นาย​แฮโรลด์ แคมพ์ปิง ชาวอเมริกัน อายุ 89
ปี ผู้​เผยแพร่​ความ​เชื่อ​เรื่อง​วัน​สิ้น​โลก เมื่อ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา
เพื่อ​สังสรรค์​และ​ร้อง​รำ​ทำ​เพลง​ล้อเลียน​นาย​แคมพ์​ปิง ที่​ไม่​เกิด
เหตุ​ร้ายแรง​ตาม​คำ​ทำนาย​ ซึ่ง​สถานี​วิทยุ​แฟ​มิ​ลี่ เรดิ​โอฯ พยายาม
เผยแพร่​ข้อมูล​มา​นาน​นับ​เดือน​ว่า​ เวลา 06.00 น. วัน​ที่ 21 พ.ค.
ค.ศ.2011 เป็น “วัน​สิ้น​โลก” ตาม​ที่​บันทึก​ไว้​ใน​พระ​คัมภีร์​ไบเบิล
ฉบับ​เก่า และ​ผู้​ที่​ศรัทธา​ใน​พระเจ้า​เพียง 200 ล้าน​คน​เท่านั้น
ที่​จะ​ได้​รับ​การ​ปลดปล่อย พ้น​จาก​ความ​ทุกข์​ทรมาน จน​เมื่อ​เวลา
ผ่าน​ไป​จนถึง 18.00 น. ตาม​เวลา​ท้องถิ่น​ และ​ไม่​มี​เหตุ​ร้าย​ใด​ๆ
เกิด​ขึ้น ผู้​ชุมนุม​จึง​เริ่ม​ต้น​เฉลิม​ฉลอง​วัน​สิ้น​โลก โดย​ผู้เข้า​ร่วม​บาง​คน​แต่ง​กาย​เลียนแบบ​พระเยซู​และ​นักบวช​ใน​ศาสนา​ต่างๆด้วย

ด้าน​นาง​มา​รี เอ็กซ์​ลีย์ โฆษก​ของ​สถานี​วิทยุ​แฟ​มิ​ลี่ เรดิ​โอฯ
ซึ่ง​รับผิดชอบ​การ​กระจายเสียง​ และ​เผยแพร่​ความ​เชื่อ​เรื่อง​วัน​สิ้น
โลก​ใน​อิสราเอล จอร์แดน และ​เลบานอน ยืนยัน​ว่า คำ​ทำนาย​เรื่อง​วัน
สิ้น​โลก​เป็น​ความ​จริง แม้​จะ​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​ร้ายแรง​เกิด​ขึ้น​ใน​วัน
ที่ 21 พ.ค. เพราะ​จารึก​คำ​ทำนาย​ไม่ได้​ระบุ​เวลา​และ​ปี​ที่​จะ​เกิด
เหตุการณ์​ใน​วัน​สิ้น​โลก​ที่​แน่นอน แต่​เชื่อ​ว่า​พระผู้เป็นเจ้า
กำลัง​ทดสอบ​ความ​ศรัทธา​ของ​มนุษย์

ขณะ​ที่​สื่อ​ใน​สหรัฐฯ ระบุ​ว่า ย​อด​บริจาค​เงิน​แก่​สถานี​วิทยุ​แฟ​มิ
ลี่ เรดิ​โอฯ ใน​ปี​ที่​ผ่าน​มา มี​จำนวน​มาก​กว่า 18.3 ล้าน​ดอลลาร์
(ราว 549 ล้าน​บาท) ทำให้​นาย​แคม​พ์ปิง​สามารถ​ใช้​จ่าย​เงิน​เพื่อ​ขึ้น
ป้าย​โฆษณาชวนเชื่อ​เรื่อง​วัน​สิ้น​โลก​ได้​มาก​ถึง 5,000 แห่ง​ทั่ว​โลก


ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวต่างประเทศ
23 พฤษภาคม 2554,

ดูภาพ
http://www.thairath.co.th/content/oversea/173376

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ตำแหน่ง บุญราศรี คืออะไร

เรียนพี่น้องชาวคริสตชน

ช่วงนี้มีข่าวโปรโมทเกี่ยวกับ การแต่งตั้ง อดีตสันตะปาปา องค์หนึ่งเป็น
"บุญราศรี"
เนื่องจากมีข่าวลือว่า วิญญาณ หรือศพ
หรืออะไรบางอย่างของนักบวชชาวคริสต์ที่ตายไปแล้วสามารถทำปาฏิหาริย์ได้
หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นความดี ที่ทำให้เขาเหมาะสมเป็นบุญราศรี

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แม่ชีทศพร แก้กรรมด้วยการเสียตัวกับเด็กสองครั้ง

คำสอนพิลึกพิลั่น ของแม่ชีที่มีความสามารถในการแก้กรรม
วิธีการแก้กรรมของแม่ชีคือให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก 2 ครั้ง




ให้ยอมมีเพศสัมพันธ์กับเด็กสองครั้งแล้วจะแก้กรรมได้
ดูเพิ่มเติม
http://news.mthai.com/general-news/111669.html

รัฐมนตรีวัฒนธรรม ให้สัมพาษณ์กรณีแก้กรรมของแม่ชี

ภรรยาชาวคริสต์สมัยใหม่ ไม่สนใจวัฒนธรรมและคำสอนตามพระคัมภีร์

พิธี'เสกสมรส'วันนี้ผสาน'เก่า-ใหม่' 'เคต'ไม่ต้องสาบานจะ'เชื่อฟัง'สามี

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 1 พฤษภาคม 2554
รอยเตอร์/เอเอฟพี - ประชาชนจำนวนมากออกมากางเต็นท์กันในกรุงลอนดอน
ขณะที่พระราชวงศ์และแขกมีผู้เกียรติชาวต่างประเทศเดินทางด้วยเครื่องบินเข้ามาจากทั่วโลก
เพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียม กับ เคต
มิดเดิลตัน ในวันนี้(28)
ซึ่งจะผสมผสานทั้งโบราณราชประเพณีและจิตสำนึกแบบยุคใหม่อันสะท้อนกาลสมัยปัจจุบัน
โดยที่หมายกำหนดการพระราชพิธีเผยว่า ฝ่ายเจ้าสาวจะไม่กล่าวสาบานว่าจะ
"เชื่อฟัง" สามี

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

Fwd ลัทธิซาตาน"ในหมู่หนุ่มสาว ระบาด

---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก: ข่าวคริสตชน <kaochristian.editor@gmail.com>
วันที่: 31 มีนาคม 2554, 20:04
หัวเรื่อง: www.KaoChristian.com วาติกันเผยอินเตอร์เนทแพร่ระบาด"ลัทธิซาตาน"ในหมู่หนุ่มสาว ชี้เดือดร้อน"พระไล่ผีอาชีพ"หนัก
ถึง: "ส่งข่าว christianthai@googlegroups.com" <christianthai@googlegroups.com>


วาติกันเผยอินเตอร์เนทแพร่ระบาด"ลัทธิซาตาน"ในหมู่หนุ่มสาว
ชี้เดือดร้อน"พระไล่ผีอาชีพ"หนัก

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ว่า คาร์โล คลิมาติ
สมาชิกมหาวิทยาลัยสังกัดวาติกัน
และสมาชิกผู้เชี่ยวชาญด้านอันตรายที่เกิดกับหนุ่มสาวจากลัทธิซาตาน
กล่าวก่อนการประชุมของสำนักวาติกัน ระบุว่า
กระแสสนใจลัทธิซาตานและลัทธิลึกลับทางอินเตอร์เนท
ได้ส่งผลให้พระไล่เป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้น
โดยกระแสนิยมในลัทธิฝักใฝ่ซาตานได้เพิ่มมากขึ้นชนิดเกินความคาดหมายอย่าง
อันตรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา



นายคาร์โลเผยด้วยว่า ตามปกติแล้วในทางทฤษฎี พระใด ๆ
ก็สามารถทำหน้าที่ขับไล่ผีสิงร่างมนุษยได้ แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ปรากฎว่า เนื่องจากเกิดเหตุการณผีสิงมากขึ้น
ทำให้พระท้องถิ่นทั่วไปต้องเรียกพระไล่ผีระดับมืออาชีพมาทำหน้าที่ขับไล่ผี
โดยบุคคลที่ถูกซาตานเข้าเข้าสิง มักจะมีอาการประหลาด เช่น เสียงเปลี่ยน
หรือจู่ ๆ สามารถพูดภาษาอื่นได้ และภาษาที่ฟังเข้าใจยาก
และว่าขณะนี้วาติกันอยู่ในสภาพต้องเฝ้าระวัง
เพราะมีพระอาชีพไล่ผีในจำนวนจำกัด
ขณะที่อินเตอร์เนทได้กลายเป็นแหล่งเพิ่มพูนซาตานขึ้น
เพราะผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับลัทธิซาตานและลัทธิลึกลับได้มากขึ้น
และอย่างรวดเร็ว



นอกจากนี้ พระระดับสูงองค์หนึ่งระบุด้วยว่า เมื่อปีที่แล้ว
ปีศาจซาตานยังเหิมกร้าวถึงขั้นบุกวาติกัน
ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์โรมันคาธอลิก โดยเข้าสิงบุคคลบางราย
ทำให้เหยื่ออาเจียนออกมาเป็นแก้วและเศษเหล็ก กรีดร้อง น้ำลายไหล
และพูดจาลบหลู่พระเจ้า และต้องถูกควบคุมตัวทางร่างกาย

 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301549164&grpid=03&catid=03

--
หากเรื่องใดอ่านแล้วรู้สึกว่าเนื้อความถูกตัดไปก่อนจบสมบูรณ์ อ่านต่อได้โดยคลิกที่หัวข้อข่าวนั้นๆ
ดูข้อมูลอีกมากมายที่ "ข่าวคริสตชน" www.KaoChristian.com
ศูนย์ข่าวแวดวงคริสตชนทุกคณะนิกาย เสรี
ขณะนี้ยอดสมาชิกรับข่าวรายวัน  8,980 คน / Facebook 5,000 คน

*ส่งข่าว/บทความ/คำติชม มาที่กองบรรณาธิการ  kaochristian.editor@gmail.com  (ดูรายละเอียดของวิธีส่งข้อมูล: คลิก http://groups.google.com/group/christianthai?hl=en)
*สมัครรับข่าวให้ตนเองและผู้อื่น / ยกเลิกข่าว โดยแจ้ง email เหล่านั้นมาที่ email นี้เช่นกัน
*เฟซบุ๊ค:  facebook.com/kaochristian

ข่าวคริสตชนเป็นเวทีเสรีและเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น
จึงไม่อาจรับผิดชอบต่อความคิดเห็นใด ๆ ของท่านสมาชิก

โปรดสนับสนุนข่าวคริสตชนด้วยการถวายหรือโฆษณา
เพื่อให้สามารถรับใช้ท่านต่อไปได้ (ดูรายละเอียดที่ www.KaoChristian.com )
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนด้วยการถวายและโฆษณาทุกท่าน



--
นอกจากผมจะทำหน้าที่เป็นอาจารย์แล้ว ผมยังทำกิจกรรมพิเศษ คืออธิษฐานเผื่อคนเจ็บป่วยที่รักษายาก หรือเป็นๆ หายๆ อาการหนักไหล่ หนักหลัง ปวดทุกชนิด ขับวิญญาณ ช่วยปลดปล่อยคนออกจากความกลัว อาการทางจิตที่ติดตัว อาการถูกวิญญาณรบกวน สิ่งเหล่านี้ฟังดูเหมือนกับการโกหก หากท่านสนใจเรื่องนี้ลองอ่านบันทึกกิจกรรม และความคิดเห็น ประสบการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ 

My ministry is to help people who are suffering from serious sickness, incurable diseases and many other problems caused by unseen unknown causes, or powers. 

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความเห็นมั่วๆ แบบต่างคนต่างคิด มุมมองจากหนังสือเล่มเดียวกัน แต่ต่างกันราวฟ้ากับดิน


เนื่องจากเนื้อที่ไม่ค่อยพอ สำหรับการโต้เถียงและปะทะคารมระหว่าง พวกคริสต์ที่เชื่อเรื่องฤทธิ์เดชของพระวิญญาณพระเจ้ากับพวกไม่เชื่อ ผมในฐานะคนดูแลเว็บบล๊อคแห่งการประกาศ จึงขอนำเอาข้อโต้แย้งของคนไม่เชื่อเรื่องการเจิมด้วยพระวิญญาณของพระเจ้ามาให้ คนที่สนใจเรื่องนี้ได้อ่านดูแนวคิด ของพวกต่อต้านดูบ้าง

.......................................
การฟื้นฟูจิตวิญญาณจริงหรือ? ตอน : ล้มในพระวิญญาณ!
“การฟื้นฟูในรูปแบบใหม่! เชิญรับการสัมผัสจากพระเจ้า
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตคริสเตียนของท่าน
โดยทีมงานของคริสตจักรที่มีการฟื้นฟูทุกคนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานับปี
และเป็นสื่อของการฟื้นฟูไปทั่วโลก”
นี่เป็นคำโฆษณาเชิญชวนให้คริสเตียนไปร่วมประชุมฟื้นฟูเพื่อ “ล้มในพระวิญญาณ!”
ระหว่างที่มีการฟื้นฟู คนก็นิ่งไปและไหลลงไปนอนราบกับพื้น บางคนกระตุก บางคนส่งเสียงแปลกๆ...คนที่ได้รับการอธิษฐานส่วนมากจะล้มลงไปนอนกับพื้น การล้มลงไปนอนแบบนี้เรียกว่า การพักในพระวิญญาณ

คนที่มาอธิษฐานให้นั้นจะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่งมายืนด้านหลัง เพื่อรับคนที่มักจะล้มลงเมื่อรับการอธิษฐาน คนที่รับการอธิษฐานจะมีบางคนที่ยืนเฉยๆ หรือยืนสั่น แต่ส่วนใหญ่จะล้มลงไปนอนสงบ จะมีบางคนนอนหัวเราะ บางคนก็ไม่มีแรงลุกขึ้นจากพื้น เป็นเวลานานหลายชั่วโมง

การฟื้นฟูแบบนี้มาจากพระเจ้าหรือจากผีมารซาตาน?
มีคำถามว่า การประชุมแบบนี้ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระคัมภีร์หรือไม่? เพราะในโลกทุกวันนี้มีวิญญาณเท็จจำนวนมากที่เร่ร่อนไปทำการอัศจรรย์ต่างๆ โดยแอบอ้างพระนามของพระเยซูคริสต์ หรือเป็นเพียงการชักจูงหรือเร้าอารมณ์ เป็นการอาศัยวิชาทางด้านจิตวิทยาไหม? หรือว่ามีการตรียมการมาเพื่อแสดงละครฉากหนึ่งเท่านั้น โดยมีการจัด “หน้าม้า” มาทำให้มันดูเหมือนจริงและน่าเชื่อถือ!

กลุ่มฟื้นฟูฯอ้างว่า เมื่อมีการสำแดงจากพระเจ้าจะมีการล้มลง สาเหตุแห่งการล้มลงได้แก่
- พวกเขากลัวในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า
- เพื่อเป็นการบังคับให้นอน อันเนื่องมาจากความเย่อหยิ่งและกบฏของมนุษย์
- เพื่อให้พักผ่อนหรือรับการรักษา
- การล้มไปข้างหลังอันเนื่องมาจากน้ำหนักพระสิริของพระเจ้า
คำกล่าวอ้างเหล่านี้ฟังเข้าทีดี แต่ว่าเราต้องหาหลักฐานที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ มีบ้างไหมที่พระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้?

ข้อสังเกต : กลุ่มฟื้นฟูฯ(ผงทองคำ)เหล่านี้มักจะอ้างพระคัมภีร์ตอนหนึ่งว่า “มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่า แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่เขียนนั้น” (ยน. ๒๑.๒๕) พวกเขาก็เลยตีความว่า การอัศจรรย์บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นในสมัยพระคัมภีร์ แต่ไม่ได้บันทึกไว้!

ถ้าเป็นซะอย่างนี้แล้ว ก็เท่ากับพูดว่า พระคัมภีร์ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นะซิ?
โอ...ชักจะเลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว พี่น้องเอ๋ย!



...........ล๊อกสอง ผมคิดว่าคงเป็นนักเขียนคนเดียวกัน  ................
มาว่าเรื่องสโลแกนของเขา “รอด รวย สวย ดัง”

แหม มันทันสมัยเปรี๊ยะเลย (เหมือนกับพวกร้านเสริมสวยเพื่อแต่งเติมความงามให้แก่สาวๆ “ขาว สวย หมวย

อึ๋ม”) พอเข้าใจได้ในคำแรก คือ “รอด” ใครที่เข้ามาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เขาคนนั้นรอดพ้นจากความบาปและมีชีวิตนิรันดร์แล้ว (ยน. ๓.๑๖, รม. ๖.๒๓)

คำที่สอง “รวย” คำนี้สามารถตีความหมายได้สองอย่างคือ (๑) ร่ำรวยฝ่ายโลกนี้ เป็นไปได้ที่พระเจ้าจะให้คริสเตียนเป็นคนที่มั่งมี แต่ก็มีคำเตือนให้ระมัดระวังด้วยว่า อย่าไปหลงรักเงินทอง มันจะทำให้เกิดความโลภและตรอมตรมด้วยความทุกข์ และห่างไกลจากความเชื่อ” (๑ ทธ. ๖.๑๐) ส่วนใหญ่แล้วพระคัมภีร์สอนให้ผู้เชื่อมีชีวิตอยู่แบบพอเพียง และ (๒) ร่ำรวยในสวรรค์ เรื่องนี้พระคัมภีร์พูดไว้มากมายทีเดียว พระเจ้าได้จัดเตรียมบำเหน็จ มรดก สิ่งที่ดีที่สุดไว้สำหรับลูกของพระองค์ เป้าหมายของคริสเตียนไม่ได้อยู่ที่โลกนี้ แต่อยู่ที่สวรรค์

คำที่สาม “สวย” ตรงนี้เข้าใจยากนิดหน่อย เพราะสวยอาจจะหมายถึงการแต่งกายสวย เสื้อผ้าราคาแพง ประดับประดาเพชรนิลจินดา ใช้เครื่องสำอาง พอกหน้า ดึงหน้า เหลาคาง ทำตาสองชั้น เสริมดั้งจมูก ขัดสีผิวให้มันขาวเนียล ใส่บิ๊กอายให้ดูตาโตมีประกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “อนิจจัง” เท่านั้น

ผมเข้าใจว่า “สวย” น่าจะมีความหมายถึงความงามในจิตใจและจิตวิญญาณของคริสเตียนมากกว่า เพราะถ้าพระเจ้ามองก็ดีกว่ามนุษย์มอง จริงไหม? พระคัมภีร์บอกว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดพระเนตรที่รูปร่างภายนอก แต่ทอดพระเนตรภายในจิตใจ (๑ ซมอ. ๑๖.๗)

คำสุดท้าย “ดัง” มาถึงตรงนี้ผมก็จนด้วยเกล้า(แหะๆ) พระเจ้าต้องการให้คุณเป็นคนดังไหม? ประเภทซุปเปอร์สตาร์ idol อะไรทำนองนั้น?

อาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อคุณเป็นคริสเตียนแล้ว ประกาศ เป็นพยาน สอนพระคัมภีร์และเทศนาเก่ง นำคนมารับเชื่อพระคริสต์ ตั้งคริสตจักรขึ้น ขยายคริสตจักรออกไป หรือส่งคนไปเป็นมิชชันนารียังต่างประเทศฯ ผู้คนก็เลยรู้จักคุณ และคุณก็เลยกลายเป็นคนเด่นคนดังไป

นี่ผมเดาเอานะ ถ้าใครรู้ความหมายขอช่วยบอกผมที!. 



.......................ฉบับที่สาม คิดว่ามาจากแหล่งเดียวกันอีก......


รอด รวย สวย ดัง!

ชื่อของบทความนี้ได้มาจากสโลแกนของคริสตจักรแห่งหนึ่งแถวปทุมธานี

เป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับท้องฟ้า ซึ่งเชื่อว่าแฟนของไทยเซอร์มอนเราหลายคนได้เข้าไป

เยี่ยมชมแล้ว ผมเองวันก่อนก็พอมีเวลาว่างนิดหนึ่ง ก็เลยแว๊บเข้าดูกับเค้าหน่อย

โดยทั่วไปแล้ว เราต้องยอมรับว่าคริสตจักรแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาน่าทึ่งอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะตัวศิษยาภิบาลเองที่เริ่มต้นงานรับใช้พระเจ้าทางภาคอีสาน แบบล้มลุกคลุกคลาน ชนิดจะไปรอดแหล่หรือไม่รอดแหล่ก้ำกึ่งกัน ดูเหมือนว่าท่านยากจนค่นแค้นเหลือเกิน แต่ด้วยการอธิษฐานและความอดทน ท่านอธิษฐานขอเงินจากพระเจ้า ๕๐๐ บาทแต่พระองค์ไม่ไห้ จึงเปลี่ยนคำอธิษฐานใหม่ว่า ขอพระเจ้าทรงเลี้ยงในแต่ละวันก็แล้วกัน อา..จึงรอดมาได้

จับผลัดจับผลูมาเริ่มงานประกาศที่แถวปทุมธานี เริ่มต้นต้นด้วยสมาชิกเพียง ๒ คน เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๐ คน ที่สำคัญคือเขาบอกว่า เดี๋ยวนี้คริสตจักรแห่งนี้ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภายนอกเลย เป็นคริสตจักรที่สามารถเลี้ยงตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ

ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ

ปัจจุบันศิษยาภิบาลรับเงินเดือนๆละ ๓ แสนบาท (นับไม่ผิดครับ เลขสามนำหน้าและตามด้วยเลขศูนย์อีก ๕ ตัว)

เงินเยอะดีครับ ยังไม่เคยได้ยินว่า คริสตจักรไหนในประเทศไทยให้เงินผู้รับใช้มากมายขนาดนี้

แต่ผมก็ไม่ได้ถามว่าท่านเอาเงินจำนวนมหาศาลนี้ไปทำอะไรนักหนา

เล่นเอาผู้รับใช้ที่กระจอกงอกง่อยตามชนบทตาลุกวาวเชียว!!

แน่นอน ถ้าเราเน้นแต่เรื่องเงิน เราก็จะได้เงิน ไม่ผิดหรอกที่จะได้เงินมาโดยสุจริต แต่มันจะผิดเมื่อคุณให้น้ำหนักของมันมากกว่าพระเจ้า และจะยังผิดไปใหญ่เมื่อคุณใช้พระเจ้าเป็นช่องทางทำเงิน(ทำมาหารับประทาน) พระคัมภีร์บอกว่าบางคนถือว่า “พระคือกระเพาะ” คนไทยรู้จักดีในนาม “มารศาสนา”

วันก่อนไปแวะร้านขายหนังสือ เจอะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ทันทีที่เห็นเขาผมก็กระโดดใส่และพูดขึ้นว่า “อาจารย์รู้ไหม มีคริสตจักรแห่งหนึ่ง เขาให้เงินเดือนผู้รับใช้ของพระเจ้าเดือนละ ๓ แสนแน่ะ” (ผมยิ้มๆและนึกใจในว่า “เอ็งคงจะอิจฉาเขาล่ะสิ”-ฮา)

มาคิดถึงตัวผมเองเป็นผู้รับในฐานะศิษยาภิบาล ทำงานรับใช้มามากกว่า ๓๐ ปีทั้งในองค์กร องค์การและคริสตจักร มีโบสถ์ที่อยู่ในเครือข่ายที่ผมต้องดูแล ๑๒ แห่ง ทั้งเขียนหนังสือมากมายหลายสิบเล่ม จัดทำเว็บไซต์ www.thaisermons.com สำหรับคริสเตียนระดับผู้นำ มีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บวันละ ๗๐๐-๑๐๐๐ คน แต่เงินเดือนของผมยังไม่เคยทะลุ ๒๐,๐๐๐ บาทเลย(ตัวเลขสองหมื่นบาทไม่ผิดแน่ครับ) และเงินเดือนจำนวนนี้ผมเองก็ยังรู้สึกว่ามากไป เพราะผมกินอาหารแค่มื้อละไม่เกิน ๕๐ บาท วันหนึ่งก็ใช้เงินเพียง ๑๕๐ บาท เดือนหนึ่งก็ตกราว ๔,๕๐๐ บาท ที่เหลือก็ซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็นบางอย่าง ซึ่งก็ใช่ว่าจะต้องซื้อบ่อยๆทุกเดือน แล้วผมก็เลยยังมีเงินเหลือพอที่จะเจียดช่วยเจือจานคนอื่นที่ขัดสนต่อไป 



แน่นอน ถ้าเราเน้นแต่เรื่องเงิน เราก็จะได้เงิน ไม่ผิดหรอกที่จะได้เงินมาโดยสุจริต แต่มันจะผิดเมื่อคุณให้น้ำหนักของมันมากกว่าพระเจ้า และจะยังผิดไปใหญ่เมื่อคุณใช้พระเจ้าเป็นช่องทางทำเงิน(ทำมาหารับประทาน) พระคัมภีร์บอกว่าบางคนถือว่า “พระคือกระเพาะ” คนไทยรู้จักดีในนาม “มารศาสนา”

วันก่อนไปแวะร้านขายหนังสือ เจอะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ทันทีที่เห็นเขาผมก็กระโดดใส่และพูดขึ้นว่า “อาจารย์รู้ไหม มีคริสตจักรแห่งหนึ่ง เขาให้เงินเดือนผู้รับใช้ของพระเจ้าเดือนละ ๓ แสนแน่ะ” (ผมยิ้มๆและนึกใจในว่า “เอ็งคงจะอิจฉาเขาล่ะสิ”-ฮา)

มาคิดถึงตัวผมเองเป็นผู้รับในฐานะศิษยาภิบาล ทำงานรับใช้มามากกว่า ๓๐ ปีทั้งในองค์กร องค์การและคริสตจักร มีโบสถ์ที่อยู่ในเครือข่ายที่ผมต้องดูแล ๑๒ แห่ง ทั้งเขียนหนังสือมากมายหลายสิบเล่ม จัดทำเว็บไซต์ www.thaisermons.com สำหรับคริสเตียนระดับผู้นำ มีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บวันละ ๗๐๐-๑๐๐๐ คน แต่เงินเดือนของผมยังไม่เคยทะลุ ๒๐,๐๐๐ บาทเลย(ตัวเลขสองหมื่นบาทไม่ผิดแน่ครับ) และเงินเดือนจำนวนนี้ผมเองก็ยังรู้สึกว่ามากไป เพราะผมกินอาหารแค่มื้อละไม่เกิน ๕๐ บาท วันหนึ่งก็ใช้เงินเพียง ๑๕๐ บาท เดือนหนึ่งก็ตกราว ๔,๕๐๐ บาท ที่เหลือก็ซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็นบางอย่าง ซึ่งก็ใช่ว่าจะต้องซื้อบ่อยๆทุกเดือน แล้วผมก็เลยยังมีเงินเหลือพอที่จะเจียดช่วยเจือจานคนอื่นที่ขัดสนต่อไป

มาว่าเรื่องสโลแกนของเขา “รอด รวย สวย ดัง”

แหม มันทันสมัยเปรี๊ยะเลย (เหมือนกับพวกร้านเสริมสวยเพื่อแต่งเติมความงามให้แก่สาวๆ “ขาว สวย หมวย

อึ๋ม”) พอเข้าใจได้ในคำแรก คือ “รอด” ใครที่เข้ามาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เขาคนนั้นรอดพ้นจากความบาปและมีชีวิตนิรันดร์แล้ว (ยน. ๓.๑๖, รม. ๖.๒๓)

คำที่สอง “รวย” คำนี้สามารถตีความหมายได้สองอย่างคือ (๑) ร่ำรวยฝ่ายโลกนี้ เป็นไปได้ที่พระเจ้าจะให้คริสเตียนเป็นคนที่มั่งมี แต่ก็มีคำเตือนให้ระมัดระวังด้วยว่า อย่าไปหลงรักเงินทอง มันจะทำให้เกิดความโลภและตรอมตรมด้วยความทุกข์ และห่างไกลจากความเชื่อ” (๑ ทธ. ๖.๑๐) ส่วนใหญ่แล้วพระคัมภีร์สอนให้ผู้เชื่อมีชีวิตอยู่แบบพอเพียง และ (๒) ร่ำรวยในสวรรค์ เรื่องนี้พระคัมภีร์พูดไว้มากมายทีเดียว พระเจ้าได้จัดเตรียมบำเหน็จ มรดก สิ่งที่ดีที่สุดไว้สำหรับลูกของพระองค์ เป้าหมายของคริสเตียนไม่ได้อยู่ที่โลกนี้ แต่อยู่ที่สวรรค์

คำที่สาม “สวย” ตรงนี้เข้าใจยากนิดหน่อย เพราะสวยอาจจะหมายถึงการแต่งกายสวย เสื้อผ้าราคาแพง ประดับประดาเพชรนิลจินดา ใช้เครื่องสำอาง พอกหน้า ดึงหน้า เหลาคาง ทำตาสองชั้น เสริมดั้งจมูก ขัดสีผิวให้มันขาวเนียล ใส่บิ๊กอายให้ดูตาโตมีประกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “อนิจจัง” เท่านั้น

ผมเข้าใจว่า “สวย” น่าจะมีความหมายถึงความงามในจิตใจและจิตวิญญาณของคริสเตียนมากกว่า เพราะถ้าพระเจ้ามองก็ดีกว่ามนุษย์มอง จริงไหม? พระคัมภีร์บอกว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดพระเนตรที่รูปร่างภายนอก แต่ทอดพระเนตรภายในจิตใจ (๑ ซมอ. ๑๖.๗)

คำสุดท้าย “ดัง” มาถึงตรงนี้ผมก็จนด้วยเกล้า(แหะๆ) พระเจ้าต้องการให้คุณเป็นคนดังไหม? ประเภทซุปเปอร์สตาร์ idol อะไรทำนองนั้น?

อาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อคุณเป็นคริสเตียนแล้ว ประกาศ เป็นพยาน สอนพระคัมภีร์และเทศนาเก่ง นำคนมารับเชื่อพระคริสต์ ตั้งคริสตจักรขึ้น ขยายคริสตจักรออกไป หรือส่งคนไปเป็นมิชชันนารียังต่างประเทศฯ ผู้คนก็เลยรู้จักคุณ และคุณก็เลยกลายเป็นคนเด่นคนดังไป

นี่ผมเดาเอานะ ถ้าใครรู้ความหมายขอช่วยบอกผมที!. 



เจ้าของบทความนี้ คือ คุณธวัช เย็นใจ
มีคนฟอร์เวิร์ดมาให้ -คลิก

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

จดหมายของคนกล้าที่ด่ากรรมการบริหารขององค์กรคริสเตียน

31 ธันวาคม 20 xx

เรื่อง วิเคาระห์การทำงานตลอดสี่ปีของผู้บริหารองค์กรกลางแห่งคริสตจักรฯ ชุดที่จะหมดอายุการทำงานในวันที่ 31 ธันวาคม 20xx

เรียน พี่น้องคริสตสมาชิกสังกัดองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทย ที่เคารพรักทุกท่าน

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ปกครอง (นอกประจำการ) ในคริสตจักรที่ 1 จังหวัดหนึ่งของไทย ซึ่งสังกัดอยู่ภายใต้องค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทย ข้าพเจ้าใคร่แสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการและในจิตสำนึก ตลอดจนในความเชื่อของข้าพเจ้า ที่มีต่อการทำงานของผู้บริหารชุดนี้ (ชุดที่จะหมดวาระการทำงานในวันที่ 31 ธันวาคม 20xx) ข้าพเจ้ามีสิทธิ์ 100% ที่จะวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นได้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในฐานะคริสเตียนคนหนึ่งที่สังกัดองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทย

ข้าพเจ้าเชื่อว่าคณะผู้บริหารชุดนี้เป็นคณะผู้บริหาร ชุดซาตานที่พระเจ้า เปิดโอกาสให้มันได้เข้ามาบริหารงานในองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทย เป็นเวลา 4 ปีเต็ม ตลอดเวลาเราจะเห็น ได้ยิน ได้ฟัง จากการสนทนาและการบอกเล่าว่าการทำงานของมันล้มเหลว ตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้ามาทำงานจนถึงวินาทีสุดท้ายที่มันจะสิ้นสุดวาระการทำงาน เพราะคณะผู้บริหารของมันประกอบด้วยซาตานที่ชอบอ้างพระเจ้าในคำเทศนาของมัน และอ้างชื่อพระเจ้าเพื่อการทำมาหากิน คำก็พระเจ้าสองคำก็ทำงานเพื่อพระเจ้า แต่ความจริงไม่ทำงานอะไรเลย

ซาตานบางตัวทำงานไม่เป็น แต่มีพฤติกรรมที่พูดจาอ่อนน้อม ปากหวาน ตำหนิผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล แต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ ชอบสรวลเสเฮฮาในงานต่าง ๆ จนเพื่อนร่วมรุ่นตั้งสมญาให้นามว่า “ไอ้ตลกแดก” และซาตานอีกตัวคือซาตานที่เข้ามากอบโกยหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและสมัครพรรคพวก ลูกหลานและญาติพี่น้องของมัน ใช้สมบัติขององค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทยที่คนรุ่นก่อนสะสมมากว่า 100 ปี โดยไม่มีจิตสำนึก

ซาตานพวกนี้ทำลายกฎ ระเบียบ หลักปฎิบัติ ข้อบังคับ กฎเกณฑ์ ต่าง ๆอย่างมีขั้นตอน ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อความอยากได้ อยากมีของมันตลอดจนพวกพ้องและพรรคพวกของมันที่คอยเดินหิ้วกระเป๋าติดตามมันไปทุกหนทุกแห่ง โดยไม่ทำงานในหน้าที่ของตนเอง ชอบสนองความใคร่ของพวกมันด้วยคำพูด – ใช่ครับท่าน – ท่านทำดีที่สุดแล้ว – ทำเลยครับท่าน – ท่านทำเหมาะสมดีแล้ว และท่านอย่าลืมช่วยพวกผมให้เป็นใหญ่เป็นโตในสถาบันขององค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทยด้วยนะครับ.....สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ทำงานในสถาบันด้วยความซื่อสัตย์สุจริต บริสุทธิ์ ยุติธรรม และรักสถาบัน ไม่มีโอกาสที่จะได้โงหัวขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโต และหมดกำลังใจในการทำงาน พวกซาตานมันจับเอาพวกมันที่คอยยกยอปอปั้น โกหก ตอแหล แต่ไม่มีความสามารถ ไม่มีสมองในการทำงาน ที่เรียกว่า “ปัญญาทึบ” ให้ได้มีโอกาสเข้ามากอบโกยไปจากสถาบัน ซึ่งดูแล้วแต่ละคนไม่มีความสามารถ ทำงานไม่เป็น แต่ได้รับมอบอำนาจจากพวกมันให้เข้ามาบริหารงานในสถาบัน บางคนก็แก่จนจะตายอยู่แล้ว อายุเกิน 70 ปี ก็ยังให้ทำงานต่อไป ทั้ง ๆ ที่ไม่มีทักษะและความสามารถในการทำงานเลย พูดง่าย ๆ คือเอาคนที่เหมือนชำรุดเสียหาย ใช้การไม่ได้แล้ว (Out of Order) ให้เข้ามาทำงาน แล้วอย่างนี้จะไม่ให้พูดได้อย่างไรว่ามันไม่มีผลงานตลอด 4 ปี ในการเข้ามาบริหารงานในองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทย

อย่างเดียวที่เห็นได้ชัดคือการที่มันและพรรคพวกแห่กันไปดูงานต่างประเทศ และใช้เงินขององค์กรกลางแห่ง ฯ เที่ยวคลับ เที่ยวบาร์ เข้าคาสิโน แน่นอนไอ้พวกที่มันพาไปด้วยก็คือพรรคพวกของมันที่ชาตินี้ทั้งชาติถ้ามันไม่ใช้เงินขององค์กรกลางแห่งฯ พวกนี้ก็ไม่ได้มีโอกาสไปต่างประเทศกันหรอก มันทำเพื่อหวังจะหาคะแนนนิยมที่พวกมันจะได้กลับเข้ามาอีกในสมัยต่อไป เพื่อกอบโกยในสิ่งที่มันต้องการ แต่เสียใจด้วยที่โอกาสนั้นมันหมดเสียแล้ว

ในเมื่อพระเจ้าได้ให้โอกาสแก่พวกมันทำงาน แต่มันทำระยำ เช่นที่พวกเราได้เห็นพฤติกรรมของมันมาตลอดทั้ง 4 ปี พระเจ้าจึงต้องเอาตะลันต์ของพวกมันคืนไป ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าขาตินี้อีกทั้งชาติ มันคงไม่มีโอกาสโงหัวเข้ามาบริหารงานในองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทยได้อีกแล้ว พรุ่งนี้ (1 มค. 2011) พอมันถอดหัวโขนของมันออก

พวกเราก็จะเห็นหน้าที่แท้จริงของพวกมันที่จะมองหน้าใครได้ มันคงไม่สามารถยืนอย่างสง่างามหรือยืนเทศนาอย่างภาคภูมิได้ในสังคมคริสเตียนเราอีกต่อไป พูดง่าย ๆ ก็คือมันหมดพื้นที่ที่จะยืนอย่างสง่างามในสังคมคริสเตียนที่สังกัดองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทยอีกต่อไป มันคงสู้หน้าใครไม่ได้นอกจากจะไปโกหกตอแหลกับหน่วยงานที่สังกัดนอกองค์กรกลางแห่ง ฯ เท่านั้น

สิ่งที่อยากจะขอร้องให้ผู้บริหารองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทยชุดใหม่ได้ทำ คือสังคายนา แก้ไขให้ระบบ ระเบียบขององค์กรกลางแห่งฯ ที่มีกฎ ข้อบังคับ ขั้นตอนต่าง ๆ ได้กลับมาเป็นระบบที่สง่างามเหมือนในอดีตอีกครั้งหนึ่ง ให้จัดการกับพวกเพื่อนพ้องของมันที่ได้โยกย้ายไปประจำ ให้ตำแหน่งที่ดี ๆ และเงินเดือนสูงและเงินประจำตำแหน่งที่แพงมาก ๆ เหล่านั้น ขอให้จัดการให้ออกไปให้พ้นจากสถาบันขององค์กรกลางแห่งฯ เพื่อความสงบสุขของผู้ที่ทำงาน หรือที่เรียกว่า “ลูกหม้อ” ของสถาบันเหล่านั้นจะได้มีอนาคต มีกำลังใจทำงาน และสร้างความภาคภูมิใจให้องค์กรกลางแห่งฯ ได้อีกต่อไปอย่างสง่างาม เป็นที่ถวายเกียรติยศแด่พระผู้เป็นเจ้า และเมื่อกำจัดพวกซาตานเหล่านี้ออกไปแล้ว ขอให้ดำเนินการฟ้องร้อง ยึดเงินหรือสมบัติที่พวกมันกอบโกยเอาไปอย่างไม่ถูกต้อง เช่น เงินสมนาคุณ ให้เอากลับคืนมาด้วย เพราะพวกมันไม่มีคุณค่าที่จะให้สมนาคุณใดๆ

ข้าพเจ้าขอสรุปเป็นตอนสุดท้ายว่าคณะผู้บริหารองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทยชุดนี้ เป็นคณะผู้บริหารชุดซาตานที่ทำการโกงกิน (Corruption) ในทุก ๆ ด้าน ทั้ง 3 ด้านคือ

1. คอร์รัปชั่นในด้านอำนาจ : คือใช้อำนาจในทางที่ผิด ข้ามขั้นตอน ไม่ถูกต้องตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ แหกกฎ แหกระเบียบ และทำทุกอย่างตามอำเภอใจ

2. คอร์รัปชั่นในด้านนโยบาย : คือตั้งนโยบายขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางตอบสนองต่อตัณหา และเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง

3. คอร์รัปชั่นในด้านการเงิน : คือเพิ่มเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งให้พรรคพวก เพื่อนพ้อง โดยใช้เงินขององค์กรกลางแห่ง ฯ ในทางที่ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงศาสนาจารย์ หรือ ศิษยาภิบาล ผู้ประกาศ ผู้รับใช้ในชนบทห่างไกล ซึ่งมีเงินเดือนเพียงน้อยนิด

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าต้องการชี้แจงให้ท่านสมาชิกคริสเตียนทุกท่านได้ทราบถึงพฤติกรรม และตระหนักให้ดี อย่าให้พวกซาตานเหล่านี้ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทยอีกต่อไป เพราะมันทำแต่ความเสียหายมาสู่องค์กรกลางแห่งฯ สถาบัน และคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เรา และท่านทั้งหลายรัก เคารพ และบูชา

ขอแสดงความรัก และห่วงใย ต่อองค์กรกลางแห่งคริสตจักรในประเทศไทย
ผป. ธ (อดีตผู้อำนวยการใหญ่ รพ.ใหญ่ในจังหวัดแห่งหนึ่งในประเทศไทย)

Forward Mail

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การถืออดอาหารของชาวคริสต์

การอดอาหารอธิษฐานตามพระคัมภีร์



การอธิษฐาน

พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นเพื่อสามัคคีธรรมกับพระองค์ในความสัมพันธ์นี้การอธิษ ฐาน เป็นหนทางหนึ่งที่พระเจ้าใช้เพื่อเป้าหมายนี้ แต่เนื่องจากบาปสัมพันธภาพนี้จึงขาดสะบั้นลงและการอธิษฐานกลายเป็นสิ่งที่ เข้าไม่ถึง และน่าอึดอัดใจสำหรับมนุษย์

ผู้เชื่อพระเจ้าจะแบ่งปันชีวิตของเขากับพระองค์ผ่านทางการอธิษฐานเราสามารถ ระบายความในใจทั้งหมด เปิดอกสารภาพบาปและทูลขอจากพระองค์โดยมั่นใจว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานด้วย สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการอธิษฐานคือ “ การขอบพระคุณ”

ชาวอิสราเอลที่เคร่งครัดในศาสนาจะอธิษฐานวันละสามครั้ง ซามูเอลได้ ตระหนักถึงหน้าที่นี้ถึงขนาดประกาศว่า หากเขาลืมอธิษฐานเผื่อคนที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาก็ถือว่าเขาทำบาป การอธิษฐานไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่การอธิษฐานที่คริสเตียนต้องทำตาม ซึ่งท่านเปาโลก็คาดหวังให้การอธิษฐานเป็นส่วนสำคัญของชีวิตคริสเตียนและคริ สตจักรเพราะเมื่อมนุษย์เราคืนดีกับพระเจ้าแล้ว ความกระหายจะพูดคุยกับพระองค์กลายเป็นธรรมชาติใหม่ของเรา

การอธิษฐาน นับเป็นส่วนสำคัญในครอบครัวของพระเจ้า เพราะพระเยซูได้สอนสาวกให้อธิษฐานว่า “พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย...”  ( มัทธิว 6:9-13 ) คริ สตจักรสมัยแรกๆ มาร่วมชุมนุมเพื่ออธิษฐานด้วยกัน เช่นการประชุมที่บ้านแม่ของมาระโกเพื่ออธิษฐานขอให้เปโตรได้รับการปล่อยตัว พระวิญญาณบริสุทธิ์มีหน้าที่เร่งเร้าให้คริสเตียนอธิษฐาน โน้มน้าวความคิดของคริสเตียนให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้า อัครสาวกเปาโลเขียนถึงชาวโรมันว่า “พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเราในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ” ( ดูพระคัมภีร์เทียบ สดด. 62:8; 1 ยน. 1:9; มก. 11:24; ฟป. 4:6; 1 ซมอ. 12:23; คส. 4:2; ยก. 1:5-6; กจ. 12:12; รม. 8:26) พระเยซูสอนถึงการอธิษฐาน : มธ. 6:5-15; 7:7-11; 26:41; มก. 12:38-40; 13:33; 14:38; ลก. 11:1-13; 18:1-14 คำอธิษฐานของพระเยซู : มธ. 6:9-13; 11:25-26; 26:36-44; มก. 14:32-39; ลก. 10:21; 11:2-4; 22:46; 23:34, 46; ยน. 11:41-42; 12:27-28; 17 คำอธิษฐานอันยอดเยี่ยมในพระคัมภีร์ : อพย. 15; 32; 33; ฉธบ. 32-33; ยชว. 10; วนฉ. 5; 6; 1 ซมอ. 1; 2; 2 ซมอ. 7; 22; 1 พกษ. 3; 8; 18; 19; 2 พกษ. 19; อสร. 9; นหม. 1; 9; โยบ. 42; สดด.; ดนล. 2; 9; ยนา. 2; ฮบก. 3; ลก. 1:46-55, 68-79; 2:29-35; กจ. 4:24-30 และคำอธิษฐานในจดหมายฝากต่างๆ


การอดอาหารอธิษฐาน

การอดอาหาร: มาดูเบื้องหลังการอดอาหาร อธิษฐาน  ตามธรรมบัญญัติในพระคัมภีร์เดิม คนยิวมีวันอดอาหารประจำชาติเพียงวันเดียวคือ “วันลบบาป” คือวันที่ ๑๒ เดือน เจ็ด ( ปลายเดือนกันยายน/ ต้นตุลาคม ) สมัยที่อิสราเอลเป็นเชลยในบาบิโลน ชาวยิวยังอดอาหารในเดือน ห้า และ เดือนที่ เจ็ด เพื่อไว้ทุกข์ให้ เกดาลิยาห์ ผู้ว่าราชการยูดาห์ ที่ถูกลอบ ฆ่า และการที่พระวิหารถูกทำลาย

 หลัง สมัยเป็นเชลยชาวยิวได้เพิ่มวันถืออดอาหารอีก สองวัน คือในเดือนที่ สิบ เพื่อระลึก ถึงการที่บาบิโลนเริ่มโอบล้อม เยซูซาเล็ม และในเดือนที่สี เยซูซาเล็มแตก  ทั้งประเทศและส่วนบุคคลอาจถืออดอาหารในวาระคับขันอื่นๆด้วย

 การ อธิษฐานและการอดอาหารมักจะควบคู่กันไป มักจะมีคำถามว่าทำไมต้องอดอาหารอธิษฐานการอดอาหารเป็นสัญลักษณ์ ถึงการกลับใจอย่างแท้จริง  ใน ช่วงที่อดอาหารจะไม่กิน ไม่ดื่ม อาจจะฉีกเสื้อผ้าและสวมชุดกระสอบ เอาขี้เถ้าซัดลงบนศีรษะ ปล่อยผมรุงรัง กระเซอะกระเซิง และไม่อาบน้ำ

ที่สำคัญ ผู้เผยพระวจนะ และพระเยซูเจ้า ได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สัญลักษณ์ภายนอกนั้นไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่สำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ ( ดูข้อพระคัมภีร์เทียบ :ลนต.๑๖.๒๙,ศคย.๗.๕,๘.๑๙,วนฉ.๒๐.๒๖, นหม.๑,๒ ซมอ.๑๒.๑๖,๒๐, อสธ.๔.๑๖,อสย.๕๘.๓-๕, ยอล.๒.๑๓, ยนา ๓.๕, มธ.๖.๑๖-๑๗ )

การอดอาหาร ที่คริสต์โปรเตสแตนต์ส่วนใหญ่ปฏิบัติ: การอดอาหารอธิษฐาน ยังเป็นเรื่องหนึ่งที่คริสตชนเข้าใจ และไม่เข้าใจ ต่อมาก็ขึ้นกับคณะนิกายแยกย่อยออกไปอีก แท้จริงแล้ว การอดอาหารเป็นศาสนปฏิบัติที่กล่าวถึงเสมอๆในพระคัมภีร์ เมื่อศึกษาพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมจะเห็นภาพที่คนยิวอดอาหารสม่ำเสมอ ต่อมาจะเห็นภาพของ การอดอาหารในรูปแบบต่างๆ และในโอกาสต่างๆ เช่น เพราะสำนึกผิด เพราะพ้นจากภยันตราย ในพระคัมภีร์ผู้วินิจฉัย ซามูเอลเรียก ร้องให้ประชาชนร่วมถืออดอาหาร ( 1ซามูเอล 7.6 ) ต่อมาก็พบการอดอาหารโดยความสมัครใจ เช่นกษัตริย์ดาวิดถืออดอาหารเมื่อพระโอรสทรงประชวร ( 2 ซามูเอล 12.16 )เป็นต้น

การถืออดอาหารหาไม่ได้ทำให้เกิดความชอบธรรมมากขึ้น แต่เป็นการฝึกฝนฝ่ายจิตวิญญาณและเป็นการอุทิศตัว และใจ เพื่ออธิษฐานต่อพระเจ้าสำหรับเรื่องต่างๆ โดยไม่ให้การกินการดื่มมาเป็นอุปสรรค แต่คาดหวังจะเป็นการได้รับคำตอบ และเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้า ซึ่งต่อไปนี้จะมาดูกันในพระคัมภีร์ กล่าวถึงการอดอาหารเพื่ออธิษฐานอย่างไร โดยเนื้อหาทั้งหมดจะเป็นมุมมองของคริสตจักรโปรเตสแตนต์สายหลัก

คริสต ชนทุกคนมีสิทธิพิเศษในการประกาศพระคำของพระเจ้าว่า"ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับ พระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า" (กท. 2:20) นี่เป็นคำกล่าวของคริสเตียนที่ติดสนิทอยู่กับพระคริสต์ แต่ว่าในฝ่ายเนื้อหนังนั้นเรายังมีศัตรูที่สำคัญอยู่สาม ตัว คือ

1.เนื้อหนัง
2.เรื่องทางฝ่ายโลก
3.มารซาตาน

พระเยซูเจ้าทรงได้ชนะศัตรูทั้งสามตัวนี้บนไม้กางเขนแทนบรรดาผู้เชื่อทุกคนแล้ว

การอด อาหารอธิษฐานเป็นการเพิ่มความเชื่อให้คริสเตียน เพราะเราก็สามารถชนะสิ่งเหล่านี้ได้โดย ความเชื่อด้วยวิธีการอธิษฐานถืออดอาหาร การถืออดอาหารเป็นวิธีการที่พระเยซูทรงสอนไว้ให้เราปฏิบัติตาม พระกิตติคุณมัทธิว 17:21 พระเยซูไม่ได้อ้อนวอนให้เราอดอาหาร เมื่อพระองค์สั่งให้เราอดอาหาร พระเยซูไม่ได้ตรัสว่า “ถ้า”ท่านอดอาหาร พระองค์ตรัสว่า “เมื่อ”ท่านอดอาหาร และพระองค์ทรงสอนให้เราปฏิบัติฝึกฝนฝ่ายจิตวิญญาณจำเป็นในการวางระเบียบ ชีวิตคริสเตียนทุกคนไว้ ๓ ประการดังนี้

1.การให้ทาน
2.การอธิษฐาน
3.การถืออดอาหาร

ทั้งสามประการที่กล่าวมาพระเยซูสอนว่าอาจจะถูกใช้อย่างถูกๆผิดๆ กล่าวคือ

การ ให้ทาน ไม่ควรถูกชักจูงโดยคนใดคนหนึ่งแต่ให้ด้วยความเต็มใจ  การอธิษฐานอดอาหารก็เช่นกัน ไม่ควรจะถูกชักจูงโดยผู้หนึ่งผู้ใดหรือเพื่อผู้หนึ่งผู้ใดแต่ควรเป็นการ กระทำเพื่อถวายพระเจ้าจากใจที่เต็มไปด้วยความรัก และด้วยใจที่ขอบพระคุณการถืออดอาหารอธิษฐานมีสอนมากมายในพระคัมภีร์ เพื่อให้ชีวิตของคริสตชนเกิดความสมดุล

พระเจ้าไม่จำเป็นต้องได้รับ การถวายจากเราแต่เราต่างหากที่ต้องถวายแด่พระองค์ ดังนั้น แรงจูงใจในการถืออดอาหารจะต้องเป็นหัวใจที่เต็มด้วยความรัก พลังอำนาจไม่ได้อยู่ที่การอธิษฐาน การให้ทานในการถืออดอาหาร แต่พลังอำนาจที่พระเยซูคริสต์

ให้เราศึกษาเรื่องการถืออดอาหาร ในพระธรรมอิสยาห์บทที่ 58 เมื่อเราอดอาหารอย่างเอาจริงเอาจังแล้วเราสามารถออกจากสิ่งเหล่านี้

1.แก้พันธนะของความอธรรม
2.แก้สายรัดแอกแห่งภาระหนัก
3.ได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระจากการถูกบีบบังคับ
4.หักแอกเสียทุกอัน

หาก ถามว่า "ทุกวันนี้คริสตชนยังต้องอธิษฐานอดอาหารหรือไม่?" คำตอบคือ "จำเป็นมาก"... เพราะเป็นการฝึกฝนฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อของประทานจะได้เข้าสู่เรา เราไม่ควรมีคำมากมายกับการถืออดอาหารอธิษฐาน แต่พระเยซูสอนว่า "เมื่อท่านทำทาน เมื่อท่านอดอาหารอธิษฐาน จงทำอย่างถูกต้อง แล้วความรักการเชื่อฟังจะตามมา"


1. การถืออดอาหารในพระคัมภีร์เดิม

1.1.”โมเสส” ในพระคัมภีร์เฉลยธรรมบัญญัติบทที่ ๙ เป็นตัวอย่างที่สำคัญในการถืออดอาหาร เป็นเรื่องการอดอาหารอธิษฐานสี่สิบวันของโมเสสที่ภูเขาซีนายกับพระเจ้าท่าน ได้รับแผ่นศิลาพันธสัญญาสองแผ่นหลังจากถืออดอาหาร  เมื่อ ท่านลงมาจากภูเขาพร้อมกับแผ่นศิลาพันธสัญญาซึ่งรับมาจากพระเจ้า ท่านก็พบว่าชาวอิสราเอลได้ทำบาป โดยหันไปกราบไหว้บูชาวัวทองคำ ท่านจึงทำลายรูปเคารพนั้น และท่านเป็นตัวแทนทูลขอพระเจ้าให้ไว้ชีวิตต่อคนอิสราเอลผู้ได้ทำบาปเพราะพระ เจ้าตรัสว่าจะทำลายพวกเขา ตรงกันข้ามโมเสสได้รับบัญชาชัดเจนว่าไม่ให้ขอการอภัยโทษในคำพิพากษาที่ พระองค์จะทรงทำลายพวกเขา พระเยโฮวาห์ตรัสว่า “ขออย่าท้วงเรา” นี่คือการยืนยันการตอบคำอธิษฐานของโมเสส ผู้ที่ยอมอดอาหารถึงสี่สิบวัน แต่ในที่สุดพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเขา   คือพระเจ้าให้ชาวอิสราเอลฟังเสียงโมเสสก็จะให้พ้นจากการลงโทษ ที่พระเจ้าทรงฟังเพราะโมเสสอธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจังกับพระองค์ สำหรับชาวคริสต์เราควรจะปฏิบัติในการอธิษฐานเหมือนโมเสส แต่คริสเตียนจำนวนมากได้ละเลยในการอธิษฐานเพราะไม่เห็นความสำคัญ หรือไม่วางใจพระเจ้า หรือขี้เกียจ ฯลฯ

1.2. “เอสรา”ใน พระธรรมเอสราบทที่ 8 เราจะเห็นตัวอย่างที่คนของพระเจ้าในสมัยพระคัมภีร์เดิม ได้เห็นถึงความสำคัญในการถืออดอาหาร และได้ผลมากในการทูลขอให้พระเจ้าเทฤทธิ์อำนาจจากพระองค์ “เอสรา”คือ ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกให้นำชนชาติอิสราเอลเดินทางกลับจากการเป็นเชลยที่บาบิ โลนไปสู่บ้านเกิดในกรุงเยรูซาเล็มจากการเป็นทาสพวกเขาได้รับทรัพย์สมบัติมาก มายจากพระราชาแห่งบาร์บิโลนเพื่อนำไปสร้างกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในระหว่างทาง นั้นมีโจรมากมายแต่ชนชาติอิสราเอลไม่มีอาวุธพวกเขาได้ใช้วิธีเดียวกันที่เคย เห็นบรรพบุรุษกระทำคือ พวกเขาได้รวมกันอธิษฐานถืออดอาหารอย่างเอาจริงเอาจังกับพระเจ้า และเดินทางกลับมาด้วยความปลอดภัยเพราะพระเจ้าทรงพอพระทัยและทรงปกป้องพวกเขา

1.3. “ เนหะมีย์” ในพระธรรมเนหะมีย์บทที่ 1 เราจะเห็นถึงคนของพระเจ้าที่ได้อธิษฐานอดอาหารเพื่อการซ่อมแซมกำแพงเมือง หลวงของอิสราเอล  เนหะมีย์ ทำหน้าที่เป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของพระราชา ผลของการอดอาหารอธิษฐาน พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวพระทัยของพระราชา พระราชาทรงอนุญาติให้เนหะมีย์เป็นหัวหน้ากลับไปซ่อมแซมกำแพงเมืองใหม่ นี่ก็คือการทรงตอบคำอธิษฐานของพระเจ้า

1.4. “เอสเธอร์”ใน พระคัมภีร์เอสเธอร์เมื่อชนชาติอิสราเอลกำลังจะถูกพระราชกฤษฎีกาทำลายล้างชาว ยิวซึ่งเป็นแผนการชั่วของฮามานจอมโฉดผู้เกลียดชังคนยิวเพ็ดทูลพระราชาให้ ทำลายล้างชาวยิวทั่วพระราชอาณาจักรแต่พระราชินีเอสเธอร์เชื้อสายยิวได้บอก กับชาวอิสราเอลให้พวกเขาอดอาหารอธิษฐานสามวันสามคืนแม้กระทั่งพระนางเองก็ ทรงทำเช่นนั้นเพื่อที่พระนางจะเข้าไปเข้าเฝ้าพระราชาและกล่าวถึงเรื่องนี้ ด้วยคำอธิษฐานของชาวอิสราเอลและทูลของพระราชินีเอสเธอร์พระเจ้าทรงสัมผัส พระทัยพระราชาให้โปรดปรานคำทูลของพระมเหสีของพระองค์ ในที่สุดเหตุการณ์ร้ายกลับกลายเป็นดี ชาวยิวได้รอดพ้นจากการถูกทำลาย แต่คนชั่วผู้ที่วางแผนนั้นกลับได้รับโทษแทน

1.5. “โยเอล” ในพระธรรมโยเอล ผู้เผยพระวจนะ ได้กล่าวว่าเมื่อเป็นเวลาแห่งความท้อแท้สิ้นหวัง พระเจ้าทรงเตือนประชากรให้แสวงหาความช่วยเหลือจากพระองค์ ให้ชนชาติอิสราเอล กลับมาหาพระเจ้า ด้วยการอดอาหารอธิษฐาน ด้วยการโอดครวญ ร้องไห้ และฉีกใจ ซึ่งพระเจ้ากอปรด้วยพระคุณทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง จะได้ช่วยเหลือพวกเขา

1.6. “โยนาห์” ในสมัยของโยนาห์ เป็นผู้เผยพระวจนะ ท่านได้กล่าวโทษชาวนีนะเวห์ และชาวเมืองนั้นต่างพากันตกใจกลัวการลงโทษของพระเจ้าตามที่โยนาห์บอกดังนั้น พวกเขาไม่มีทางอื่นใดนอกจากการอดอาหารอธิษฐานเท่านั้น แล้วพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพวกเขาโดยไว้ชีวิตชาวนครนีนะเวห์ทั้งหมด


2.การถืออดอาหารในพันธสัญญาใหม่

ใน พันธสัญญาใหม่ได้ยืนยันถึงความสำคัญของการถืออดอาหารในชีวิตของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเริ่มต้นพระราชกิจ ด้วยการอดพระกระยาหารเป็นเวลา40วันในถิ่นทุรกันดารและทรงได้รับการทดลอง 3 ประการก็เกิดขึ้นกับพระองค์ แต่พระเยซูทรงชนะการทดลองทั้งหมด คือ ชนะฝ่ายเนื้อหนัง  ฝ่ายโลก และ ฝ่ายมาร

ยังมีคริสเตียนจำนวนมากที่ มีชีวิตทุกข์ใจนานนับสัปดาห์ เดือน หรือเป็นปีๆ ความกดดันฝ่ายวิญญาณบางครั้งก็มาจากวิญญาณชั่ว พระเยซูเจ้าตรัสว่าการปลดปล่อยจากวิญญาณชั่วบางจำพวกจะต้องใช้วิธีอดอาหาร เท่านั้น เช่น "แต่ผีชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออก เว้นไว้โดยการอดอาหารอธิษฐาน"มัทธิว17:21 แสดงว่าการถูกปลดปล่อยจากวิญญาณชั่วก็ต้องด้วยวิธีการอดอาหารอธิษฐาน

แต่ ก็มีคริสเตียนจำนวนมากไม่เชื่อฟังพระเยซูคริสต์เรื่องการอดอาหารและอธิษฐาน เพื่อทำลายอำนาจที่กดขี่ อาจจะเคยได้ยินบางคนกล่าวว่า “ฉันจะอดอาหารเมื่อพระเจ้าทรงนำ”

การถืออดอาหารอธิษฐานเป็นทางที่นำ ไปถึงพระเจ้าในคริสตจักรยุคแรกได้กำหนดเวลา การอดอาหารเพื่อคริสตจักร ในพระธรรมกิจการ 13:2 ขณะที่พวกเขากำลังอดอาหารอธิษฐานและนมัสการอยู่นั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้ สถิตเข้ามา และพูดกับพวกเขา

ในช่วงสองศตวรรษแรกนั้น คริสเตียนส่วนมากถืออดอาหารอาทิตย์ละ 2 วัน คือ วันอังคารและวันศุกร์สำหรับคริสเตียนปัจจุบันนี้ชีวิตในพระกายของพระคริสต์ จะอยู่ที่ไหนมีบางคนเห็นว่าถ้าเราได้กำหนดอธิษฐานอดอาหารสัปดาห์ละ 2 วัน ทั่วโลกน่าจะช่วยเหลือผู้เดือดร้อนช่วยดับไฟสงครามทั้งภายในภายนอกนำ สันติภาพให้เป็นไปได้ และนำคนแสวงหากลับมาหาพระเจ้าเป็นต้น


3. การถืออดอาหารอธิษฐานคืออะไร?

การ ถืออดอาหารเป็นการละเว้นความต้องการบางอย่าง (หรือทั้งหมดตามที่พระคัมภีร์ ได้กล่าวไว้) ในชีวิตประจำวันของเราคือฝ่ายเนื้อหนังเพื่ออุทิศเวลาของเราถวายแด่พระเจ้า เพื่อความเจริญเติบโตในด้านชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ และเตรียมประสาทสัมผัสฝ่ายจิตวิญญาณของเราให้พร้อมที่จะรับการต่อสู้ฝ่ายจิต วิญญาณ โดยการละเว้นสิ่งเหล่านี้

1.อาหาร (ลูกา 4:2)
2.อาหารและน้ำ (เอสเธอร์)
3.อาหารและเพศสัมพันธ์ (1 โครินธ์ 7:5)

การ ถืออดอาหารในพระคัมภีร์หมายถึงการงดอาหารทุกอย่างส่วนน้ำไม่ใช่อาหารและถ้า ไม่เจาะจงว่าจะไม่ดื่มน้ำด้วยก็จะดื่มน้ำได้ตามปกติ สำหรับ คริสเตียนไม่ถือว่าน้ำคือสิ่งต้องห้ามในเวลาที่อดอาหารอธิษฐาน ควรจะดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ แต่ถ้าหากรับประทานอาหารเสริมถือว่าเป็นการยุติการถืออดอาหารอธิษฐาน และไม่ควรใช้สารกระตุ้น เช่น ชา กาแฟ หมากฝรั่ง และอื่นๆ


4. เหตุผล 10 ประการ ของการถืออดอาหาร

มา ทำความเข้าใจว่า การถืออดอาหาร อธิษฐานคืออะไร จาก ๑๐ ประการต่อไปนี้น่าจะทำให้คริสตชนเข้าใจ และเมื่อตัวเองอดอาหารอธิษฐานก็สามารถเข้าใจอย่างถูกต้อง

4.1.เพื่อเป็นการนมัสการพระเจ้า (กิจการ 1:2,3)

4.2.เพื่อเพิ่มความเชื่อของผู้อดอาหาร(มัทธิว 17:19-21)

4.3.เพื่ออุทิศตัวของผู้อดอาหารในการอธิษฐาน (1 โครินธ์ 7:5)

4.4.เพื่อ ดำเนินในพระวิญญาณ (โรม บทที่ 8 ) พระคัมภีร์ได้กล่าวว่าเนื้อหนังกับวิญญาณมีความขัดแย้งกันเพราะถ้าไม่ได้ถือ อด อาหารนานถึงสองสามสัปดาห์ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าธรรมชาติของตัวเก่าของเราควรจะถูกฆ่าวันละกี่ครั้ง ช่วงการถืออดอาหาร เป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ความบาปที่ซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ และความต้องการของเนื้อหนังก็จะแสดงออกมาให้เห็น "เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ" (  โคโลสี 3:5 )

4.5.เพื่อทำให้เกิดความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ (มาระโก 11:23,24) เป็นความเชื่อมั่นในพระคำและพระสัญญาของพระเยซูคริสต์ คริสเตียนส่วนใหญ่เชื่อด้วยสมอง แต่การเชื่อมั่นอย่างสุดจิตสุดใจจะก่อให้เกิดการอัศจรรย์ ( มาระโก ๑๑.๒๓-๒๔ ) "และมิได้สงสัยในใจ แต่เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่สั่งนั้นก็จะเป็นตามนั้นจริง"

4.6.เพื่อมี ความเชื่อมั่นในการอธิษฐานให้คนเจ็บป่วย (มัทธิว 17:20)  เพื่อวางมือรักษาโรคให้คนป่วย ปลดปล่อยคน จากการครอบงำของวิญญาณชั่ว หรือแม้แต่คนเจ็บป่วยเพราะพระเจ้าทรงฟังผู้ชอบธรรมอธิษฐาน  "ถ้าท่านมีความเชื่อ ท่านก็สามารถทำได้ทุกสิ่ง"

4.7.เพื่อให้ความ มั่นใจที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงใช้ (มาระโก 1:17) "จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งให้ท่านเป็นผู้หาคน ดังหาปลา"  และเราต้องใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อการนี้แผ่นดินสวรรค์ก็เป็นสิ่ง ที่คนได้แสวงหาด้วยความร้อนรน ก็ชิงเอามาได้" มัทธิว 11:12

4.8.เพื่อ ให้ความเชื่อของผู้อดอาหารเต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1โครินธ์ 12:11)ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธ์จะอยู่ในผู้นั้น และสำแดงออกมา การปรากฏของพระวิญญาณบริสุทธ์ในท่ามกลางผู้อดอาหาร กล่าวไว้ใน ๑ โครินธ์ บทที่ ๑๒ คือของประทานฝ่ายพระวิญญาณบริสุทธิ์ ๙ ประการ มีคนจำนวนมากถืออดอาหารและอธิษฐานเพื่อขอให้ได้รับของประทาน  ของ ประทานฝ่ายพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ผ่านผู้เชื่อ เพื่อพระสิริขององค์พระเยซู (ยอห์น ๑๖.๔ )"การถืออดอาหารอธิษฐาน เป็นการเปิดประตูให้หมายสำคัญเข้ามาสู่ชีวิตของเราอย่างมากมาย     1 โครินธ์ 14:12" และ "การถืออดอาหารอธิษฐานจะช่วยให้ท่านได้รับของประทานอย่างรุ่งเรือง ( 2 ทิโมธี 1:6)

4.9.การอธิษฐานถืออดอาหารเป็นเกราะกำบังที่มีฤทธิ์อำนาจ มากที่สุด (โคโลสี 2:15) "ฤทธิ์ อำนาจที่ท่านมีเหนือโรคร้าย ผีมาร วิญญาณชั่วเหนือเทพผู้ครองและศักดิเทพ ซึ่งพระเยซูทรงมอบให้ท่านผ่านชัยชนะของพระองค์ในนามของท่านบนไม้กางเขน"

4.10.การ ถืออดอาหารอธิษฐานจะทำให้ผู้ถืออดอาหารมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาจะได้รับ พระพรของเขาเอง(อิสยาห์58:8-14)พระคำเหล่านี้พระเจ้าทรงประทานให้แก่เขาอัน เป็นผลมาจากการที่ถืออดอาหารตามแบบอย่างในพระคัมภีร์ ที่พระองค์มีพระสัญญาว่าเขาจะได้รับสิ่งนั้นคือ
                                1) ฟื้นฟูจิตวิญญาณ
                                2) ฤทธิ์อำนาจใหม่ ในการมีจิตใจที่มีสมาธิ
                                3) สุขภาพที่ได้รับการฟื้นฟูใหม่ของผู้อดอาหาร


5. ควรจะถืออดอาหารนานเท่าใด

เป็น ความรับผิดชอบของแต่ละคนในการอดอาหารอธิษฐานกับพระเจ้า และขอรับการทรงนำในระหว่างที่ทำการอธิษฐานถ้าหากเราตัดสินใจจะอดอาหาร อธิษฐาน 1มื้อก็ขอให้เราทำด้วยความพอใจและถวายเกียรติแด่พระเจ้า และไม่รับประทานอะไรเลย (นอกจากดื่มน้ำสะอาด) หรือ 24 ชั่วโมง หรือว่า 72 ชั่วโมงก็ตาม เวลานานไม่ใช่เป็นมาตรฐาน แต่ความสัตย์ซื่อคือมาตรฐานในการที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
เราต้องอธิษฐานจน กว่าวิญญาณชั่วจะออกจากเราจนหมด และบางคนก็อดอาหารเป็นเวลา 40 วันติดต่อกัน จนวิญญาณชั่ว ความท้อแท้ ความเจ็บป่วย และความทุกข์ออกไปหมดเลยจากชีวิตของเขา หรือจนหลุดพ้นจากความบาป ความเจ็บป่วย หรือความทุกข์ใจ....ขอพระเจ้าทรงเพิ่มภาระใจให้แก่เรามากพอ ที่จะมีภาระใจต่อผู้ที่หลงหาย หลงทาง หรือต้องการความช่วยเหลือจนเราพร้อมจะแบกภาระในการถืออดอาหารอธิษฐานเผื่อคน ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยไม่มีเงื่อนไขอันใด นอกจาก เพราะความรักของพระคริสต์ที่สวมทับในชีวิตของเรา


6. จะเริ่มการถืออดอาหารอย่างไร?

การ ถืออดอาหารระยะสั้นประมาณวันหรือสองวัน ไม่ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ แต่ควรจะทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าเสมอ แต่ ถ้าหากอดอาหารนานๆ เช่น สี่วันขึ้นไป หรือ 3 อาทิตย์ หรือมากกว่านั้น เราควรต้องเตรียมสถานที่ที่สงบอยู่คนเดียวได้ เพื่อพักผ่อน และอุทิศตัวของท่านในการอธิษฐาน และอ่านพระวจนะของพระเจ้า  ไม่มีสิ่งอื่นรบกวนมอบชีวิตของเราต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง   การเตรียมตัวเพื่ออดอาหารอาจทำได้ดังนี้

                6.1.ไม่ควรทำงานหนักก่อนที่จะอด หรือทำงานในระหว่างอดอาหารอยู่
                6.2.ควรเลือกสถานที่ที่สงบ
                6.3.ก่อนจะเริ่มต้นอดอาหารนาน ควรจะรับประทานผักสด ผลไม้สด และควรดื่มน้ำสะอาดๆ
                6.4.อาบน้ำอุ่นอย่างน้อยทุกๆ สองวัน

ใน ระหว่างอดอาหารอธิษฐานนั้นปากของเราจะมีกลิ่นเหม็น เพราะร่างกายขับของเสียออกมาจากร่างกายที่หมักอยู่เป็นแรมปี แต่เมื่อเสร็จแล้วเราจะได้รับผลประโยชน์ก็คือ มีร่างกายที่สดชื่น ควบคู่กับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง ในวันแรกๆท่านจะรู้สึกหิวมาก หลังจากนั้น สามวัน ความหิวทั้งหลายจะหายหมด จึงทำให้เป้าหมายการถืออดอาหารอธิษฐานบรรลุผล


7. ควรจะทำอย่างไรในช่วงอดอาหารอธิษฐาน

เพื่อให้การถืออดอาหารอธิษฐานได้ผลสูงสุด เราควรจะปฏิบัติตาม 3 แบบ ดังนี้

                7.1. อธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจังตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์อิสยาห์บทที่ 58
                7.2. ค้นหาความต้องการภายในจิตใจของท่านเอง
                7.3. อ่านและใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า

                ในการอดอาหารอธิษฐานอยู่นั้น ท่านไม่ต้องทำงาน แต่ตื่นเช้า อาบน้ำ แต่งตัวตามปกติ และเริ่มอธิษฐานจนเข้านอน อาจมีอาการอาเจียน ปวดหัว คลื่นไส้ แต่นั่นหมายถึงร่างกายของท่านกำลังขับของเสียออกมา และสมองของท่านจะปลอดโปร่ง และจำพระวจนะของพระเจ้าได้ดีกว่าเดิม
                ในขณะที่ท่านทำการอดอาหารอธิษฐานอยู่นั้นควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และเมื่อมีอาการอาเจียนมากๆ และไม่สามารถรับน้ำได้แล้วก็ควรจะเลิกอดอาหารอธิษฐานในครั้งนั้นก่อน
                ในคริสตจักรหรือในกลุ่มอธิษฐานของท่านควรจะมี 1 หรือ 2 คนที่จะอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ใน 1 อาทิตย์ หรือสลับกันหลายๆ คน การอธิษฐานอดอาหารเป็นการ “ปราบเจ้ายักษ์ใหญ่ แห่งความไม่เชื่อในชีวิตของเรา”

                การอธิษฐานถืออดอาหาร ( Fasting-prayer ) เมื่อท่านมีความปรารถนาในบางสิ่งบางอย่างมากจนทำให้กินไม่ลง และความปรารถนานั้นกลายเป็นเสียงคร่ำครวญจากหัวใจ ผนวกกับการอธิษฐานที่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ กลายเป็นเสียงคร่ำครวญจากหัวใจ อย่างต่อเนื่องที่จะได้สามัคคีธรรมกับพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจในการทำลายโซ่ตรวนทุกประการช่วยให้เรื่องที่เรา นำไปอธิษฐานได้รับการแก้ไขเราสามารถเห็นพลังและฤทธิ์เดชนี้ผ่านการอธิษฐาน ซึ่งพระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์ได้อย่างมากมาย  ...ถ้า คริสตจักรใดสมาชิก ถืออดอาหารอธิษฐานบ่อยๆ หรืออาจจะเป็นลูกโซ่ คริสตจักรนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี แทนที่การแห้งเหี่ยว เฉา เพราะพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานและความปรารถนาที่สมาชิกทูลขอเสมอ- ขอให้วางใจ


8. ปฏิกิริยาของร่างกายเมื่ออดอาหาร

หลาย คนมีความแตกต่างกันหลายคนมีโรคบางอย่างซ่อนอยู่ในร่างกายซึ่งจะเริ่มถูกชำระ ล้างโดยการอดอาหาร ปฏิกริยาที่เกิดขึ้นจากการอดอาหารจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ยิ่งรายใดมีความรู้สึกทรมานมากเท่าใดในเวลาถืออดอาหาร เขาควรจะยิ่งต้องถืออดอาหารมากขึ้นเท่านั้นบางคนมีปัญหาในเรื่องกระเพาะ อาหาร บางคนก็มีโรคกระเพาะอยู่แล้ว และเมื่อกระเพาะไม่ได้ย่อยอาหารนานเข้าก็จะเกิดอาการปวด และรู้สึกทรมาน ถ้าหากว่าบางคนที่ต้องพึ่งสารนิโคติน หรือคาเฟอีนมาเป็นเวลาแรมปี อาจเกิดอาหารปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีอาการคลื่นเหียนอาเจียนในช่วงวันสองวันแรกแล้วปัญหานี้จะสิ้นสุดลง และถ้าท่านอดอาหารเป็นเวลา 21 หรือ 40 วัน ขอให้เราทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า และเราควรรักษาความอบอุ่นร่างกายของเราไว้ บางคืนเราอาจนอนไม่หลับทั้งนี้เพราะน้ำหนักตัวลดลงและโลหิตมากเกินไปในร่าง กาย โลหิตที่เกินอยู่ในสมองอาจจะทำให้นอนไม่หลับอยู่ ๒-๓ คืน ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่เราสรรเสริญพระเจ้าในเวลานั้น ด้วยการร้องเพลงสรรเสริญ อธิษฐานเพื่อติดสนิทกับพระองค์


9. การออกจากการอดอาหารอธิษฐาน

                การรักษาเวลา คือเป็นการรักษาพระสัญญากับพระเจ้าให้นานและดีที่สุด ซึ่งบางครั้งความหวนกลับคืนมาสู่เนื้อหนัง เวลานั้นร่างกายของเราได้ขับของเสียออกมาหมดแล้ว ให้เราสังเกตว่าพระเยซูอดพระกระยาหาร และเมื่อพ้นวันกำหนดคือ 40วันแล้ว การทดลองก็มาถึงพระองค์ 3 ประการ เพราะมารซาตานรู้ว่าเวลานั้นเป็นเวลาแห่งความตาย เพราะว่าพระองค์ทรงหิวแล้ว มารคิดว่าพระเยซูจะยอมทำตามความชั่วช้าของมันเพื่อพระองค์จะทรงเสวยอาหารที่ มันเชื้อเชิญ ความหิวนั้นอยู่ที่ปาก และลำคอ แต่อย่างไรก็ตามขอให้เรายึดมั่นอยู่ในความเชื่อมั่นในพระเจ้า

                ถ้าเป็นการอดอาหาร 2-3 วัน ควรออกจากการอดอาหารด้วยการรับประทานน้ำดื่มที่ผสมด้วยน้ำส้มคั้นครึ่งแก้ว และหลังจากนั้น 2 วันก็รับประทานผักสด หรือผลไม้สด แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป และหลังจากนั้นก็เริ่มรับประทานอาหารตามปกติ และน้ำหนักตัวของท่านก็จะกลับคืนมา พร้อมกับชีวิตจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง "เหตุฉะนั้นท่านจงถวายเกียรติแด่พระเจ้าของท่าน ด้วยร่างกายของท่าน" (1 โครินธ์ 6:19,20 ) แต่พระเยซูทรงสอนว่า "จงระวังให้ดีเกลือกว่าท่านจะเต็มล้นไปด้วยการดื่มเหล้าองุ่นมาก และด้วยการเมา" (ลูกา 21:34-36)


10. การถืออดอาหารกับปัญหายาเสพติด

                วิธีการหยุดยาเสพติดทุกชนิดคือ การอดอาหารอธิษฐาน วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะเป็นการขับสารเสพติดที่มีอยู่ในร่างกายออก ไป แล้วพระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายของคนนั้น คริสตชนบางรายก็ยอมปฏิเสธวิธีการนี้ 2-3 มากกว่าที่จะปฏิเสธการเป็นทาสของบุหรี่ไปตลอดชีวิต มันเป็นเรื่องที่น่าอายมากที่คริสเตียนติดยาเสพติด แล้วอยากเข้าแผ่นดินของพระเจ้า


11.เสรีภาพที่เต็มไปด้วยพระสิริ

ถ้า หากเราอธิษฐานอดอาหารเป็นลูกโซ่พระเจ้าก็จะทรงนำพระสิริแห่งเสรีภาพมาสู่การ อธิษฐานในพระวิญญาณ และพระสัญญาของพระเจ้าทั้ง 34,444 ครั้งในพระวจนะของพระองค์ก็จะเกิดผลตามมา การอธิษฐานอดอาหารคือเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่หลงหายอยู่ที่ติดอยู่ กับบ่วงแร้วของมารซาตานและนำเขาออกจากการถูกข่มเหงและนำไปรับการรักษา

การ อธิษฐานอดอาหารเปรียบเสมือนการจุดไฟเผาความคิดที่ไม่ดีการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ อื่น ความอิจฉาริษยา และความเกลียดชัง ช่วยทำให้เต็มไปด้วยพลังแห่งความรัก และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการกระทำก็ได้ และสามารถทำให้ผู้อื่นได้รับการเผาความคิดที่ไม่ดีนั้นออกจากร่างกาย ความคิดของเขาด้วย


12. การถืออดอาหารในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร

ผู้นำคริสเตียนที่เข้มแข็งคือเป็นคนอธิษฐานอดอาหาร  

ซานโวนารอลา ( Savonarola ) ได้เทศนาในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี หลังจากยุคมืดคริสต์ศตวรรษที่ 14 คำเทศนาของท่านเต็มไปด้วยไฟแห่งการฟื้นฟู และผู้คนเกือบทั้งเมืองกลับใจมาเชื่อพระเยซูคริสต์ ชีวิตของท่านเป็นชีวิตแห่งการรับใช้พระเจ้าด้วยการอดอาหารอธิษฐานแต่ผู้นำใน พระศาสนจักรไม่พอใจท่านในที่สุดท่านได้ถูกประหารชีวิตโดยการเผาทั้งเป็น

มาร์ติน ลูเธอร์ ( Martin Luther ) ที่เยอรมัน ท่านเป็นคริสตชนที่กล้าหาญ ท่านผู้นี้แหละเป็นผู้อดอาหารอธิษฐานประจำ ผลที่ตามมาก็คือการปฏิรูปทางศาสนา ปลดปล่อยคนออกจากการเป็นของพวกนิยมโรมัน  ท่านเป็นผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาและยิ่งกว่านั้น ท่านนำคนมาให้ความสำคัญกับการอดอาหารอธิษฐาน

จอห์น น๊อกซ์ ( John Knox ) เป็นนักอดอาหารอธิษฐานในประเทศสก๊อตแลนด์จนพระนางแมรี่ย์ผู้ต่อต้าน คริสเตียน กลัวคำอธิษฐานของท่านมากกว่ากลัวกองทัพของพระนางอลิซาเบธของอังกฤษเสียอีก

จอห์น เวสเล่ย์ ( John Wesley ) เป็นนักอดอาหารอธิษฐานตามแบบในพระคัมภีร์

โจนาธาน เอ็ดเวิร์ด ( Johnathan Edwards )จากรัฐ New England เป็นนักฟื้นฟูโดยชีวิตของท่านเป็นอธิษฐานอดอาหาร

ชาลร์ส จี ฟินนี่ (Charles G. Finny) เป็น ผู้ยืนหยัดในความเชื่อของเขาที่มีต่อองค์พระเยซูคริสต์ ด้วยชีวิตที่อดอาหารอย่างเอาจริงเอาจัง เขาอดอาหารอธิษฐานเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน และกล่าวเป็นพยานว่า การกระทำเช่นนี้ทำให้เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์


13. ใคร….คือคนที่ควรจะถืออดอาหาร

เมื่อ พิจารณาถึงพระคำของพระเจ้าแล้วคนที่รับความรอดผ่านพระเยซูเจ้าทุกคนควรจะถือ อดอาหารไม่จำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจถึงพระคำทั้งหมดแล้วค่อยถืออดอาหารแต่ เราสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตของวิญญาณในการอดอาหารอธิษฐานได้อัคร ทูตเปาโลได้แสดงให้เห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนแล้วว่าความหิวกับการถืออด อาหาร ใน 2 โครินธ์ 11:27 จากการถืออดอาหารบ่อยๆ ท่านเปาโลกล่าวว่าเป็นงานรับใช้พระเจ้า

จุดประสงค์ที่สำคัญอีกประการ หนึ่งซึ่งคริสเตียนทุกคนควรจะถืออดอาหารคือเพื่อ ให้มีความเชื่อมั่นในการเชื่อพระเจ้าในพระสัญญาซึ่งสำเร็จสมบูรณ์ของพระองค์


บทสรุป

พระ เยซูตรัสว่า"ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเองและแบกกางเขนตามเรา มา"ลูกา 9:23,24 นี่เป็นการทรงเรียกของพระองค์ง่ายๆนั่นก็คือการถืออดอาหารซึ่งเป็นการเอาชนะ ตนเองในเรื่องฝ่ายเนื้อหนังแต่ผู้ใดชนะตนเองและเนื้อหนังผู้นั้นจะมีชีวิต รอดการถืออดอาหารเป็นการฝึกฝนที่สำคัญฝ่ายจิตวิญญาณที่จะช่วยทำลายตัวเก่า ของคริสเตียนและเป็นทางให้พระเยซูมีชีวิตอยู่ในเราท่านเปาโลกล่าวว่า"แต่ ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือเพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าประกาศ ข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้วตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้" 1โครินธ์ 9:27

วิธีหนึ่งที่อัครทูตเปาโลทุบตีร่างกายของท่านและทำให้ เข้มแข็งจนอยู่มือคือการ อธิษฐานอดอาหารบ่อยๆ "บัดนี้ข้าพเจ้าปลื้มปีติในการที่ได้รัยความทุกข์ยากเพื่อท่านส่วนการทน ทุกข์ของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็รับทนจนสำเร็จในเนื้อหนังของข้าพเจ้า เพราะเห็นแก่พระกายของพระคริสต์ คือ “คริสตจักร" โคโลสี 1:24

คริสต ชนทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการอดอาหารอธิษฐานและแสวงหาส่วนลึกของจิตใจ ท่านสามารถเรียกกองทัพของพระเจ้าให้มารวมกันด้วยคำพูด ความจริง และการทูลขอด้วยน้ำตา แล้วจะเห็นผลตามน้ำพระทัยแน่นอน
ที่มา: http://ot-nt.blogspot.com/2010/10/blog-post_4564.html?utm_source=BP_recent

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

รับใช้พระเจ้าแล้วจะได้อะไร

พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง ?

...แล้วเปโตรทูลพระองค์ว่า
"ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัดและได้ติดตามพระองค์มา
พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง" พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า
ในโลกใหม่คราวเมื่อบุตรมนุษย์จะนั่งบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองนั้น
พวกท่านที่ได้ติดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่
พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า ผู้ใดได้สละบ้าน
หรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดามารดา
หรือลูกหรือไร่นาเพราะเห็นแก่นามของเรา
ผู้นั้นจะได้ผลร้อยเท่าและจะได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย
แต่มีหลายคนที่เป็นคนต้น จะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย
และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น ( Matthew 19:27-30)



หลังจากที่พระเยซูแนะนำให้เศรษฐีหนุ่มคนนั้นขายทุกสิ่งแล้วแจกให้คนอื่น
เพื่อจะเป็นสาวกและตามพระองค์ไปได้
แต่เขาเป็นทุกข์เพราะห่วงทรัพย์สมบัติที่มีอยู่มาก
และพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าหลังจากนั้นเขาทำอย่างไรต่อไปหรือไม่
แต่เหตุการณ์นั้นทำให้สาวกของพระเยซูมีคำถามขึ้นมาทันที
แล้วเปโตรทูลพระองค์ว่า
"ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัดและได้ติดตามพระองค์มา
พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง" พระเยซูมีคำตอบชัดเจนว่า
พวกเขาจะได้อย่างแน่นอน ทั้งสิทธิในการนั่งบัลลังก์
พิพากษาร่วมกับพระองค์และพระพรจากการที่ต้อง
เสียสละสิ่งสารพัดต่างๆถึงร้อยเท่าทั้งยังได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย
ซึ่งนับว่าเกินคุ้มกว่าที่ลงทุน
แต่ถึงกระนั้นยังมีความเสี่ยงสำหรับบางคนที่ไม่เอาจริงเอาจัง
ที่อาจพลาดจากลำดับต้นกลายเป็นสุดท้าย
ขณะเดียวกันเป็นโอกาสที่บางคนจะกลายเป็นลำดับต้น
อย่างฉับพลันได้ด้วย

คำถามของสาวกที่ว่า "พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง"
ทำให้คิดถึงความรู้สึกของคนที่ทุ่มเทชีวิตในการรับใช้พระเจ้าว่า
จะได้อะไรบ้างจากการออกไปรับใช้ ?
จากการที่ได้เสียสละสิ่งสารพัดเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า เพื่อคริสตจักร
ดูแลคนของพระเจ้า ประกาศข่าวประเสริฐ ถวายทรัพย์
ถวายแรงกายและอาสาสมัครทำงานต่างๆ



จากประสบการณ์และการสังเกตในการประสานงานและนำทีม
อาสามัครทั้งจากในและต่างประเทศพบว่าการที่คนใดคนหนึ่ง
ออกไปรับใช้ต่างคริสตจักรต่างสถานที่ โดยร่วมมือ
กับคริสเตียนคนอื่นที่มีเป้าหมายคล้ายกันนั้น
มีประโยชน์เกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่

1) ประโยชน์ต่อชีวิตของตนเอง
กล่าวคือชีวิตของคนนั้นจะรับประสบการณ์ใหม่ที่ดีและช่วยพัฒนาการรับใช้ให้มีโอกาส
มีความกล้ามากขึ้น ทำให้เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น
รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น

2) ประโยชน์ต่อชีวิตของผู้อื่น
คนอื่นๆที่อยู่ในทีมด้วยกันต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และต่างเสริมสร้าง
พัฒนาชีวิตมากขึ้น
รวมทั้งคนทั่วไปยังรับสิ่งดีผ่านทางชีวิตของอาสาสมัครด้วย

3) ประโยชน์ต่อคริสตจักรหรือท้องถิ่นที่มีผู้ไปช่วย
ต่างรู้สึกซาบซึ้งถึงน้ำใจจากพี่น้องที่มาจากที่อื่น
ซึ่งช่วยกระตุ้นให้พวกเขากระตือรือร้นในการรับใช้พระเจ้ามากขึ้น
และยังช่วยให้งานสำเร็จได้มากกว่าที่พวกเขาจะสามารถทำเองในเวลาอันสั้นได้

4) ประโยชน์ต่อคริสตจักรที่ส่งอาสาสมัคร นอกจากที่ผู้รับจะได้พรแล้ว
ผู้ให้ยิ่งมีพระพรที่มากล้นเช่นกัน
เชื่อว่าอาสาสมัครคนนั้นเมื่อกลับไปยังคริสตจักรของตนแล้ว
จะเป็นผู้ที่เข้มแข็ง
เติบโตและพร้อมที่เป็นพระพรต่อคริสตจักรของตนเองมากกว่าที่ผ่านมาแน่นอน

ประโยชน์ทั้ง 4 ด้าน ที่กล่าวมา
เป็นผลส่วนหนึ่งจากการที่คนใดคนหนึ่งได้ออกไปร่วมมือกับผู้เชื่อคนอื่น ๆ
ในสถานที่อื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดผลที่เป็นพระพรหลายเท่า
นับเป็นกระบวนการสร้างชีวิต สร้างสาวก สร้างผู้นำ สร้างผู้รับใช้
และสร้างคริสตจักรอย่างเกิดผลดี โดยผ่านทางการทำงานในสนามฝึกจริง
ในรูปแบบ Leaning by Doing
และเราต่างเชื่อว่ายังมีพระพรอีกมากที่จะเกิดขึ้นจากการร่วมมือซึ่งกันและกัน
ดังพระวจนะที่สอนว่า "...จงฝึกตนในทางธรรม
8เพราะถ้าการฝึกทางกายนั้นมีประโยชน์อยู่บ้าง
ทางของพระเจ้าก็มีประโยชน์ในทุกทาง
เพราะทรงไว้ซึ่งประโยชน์สำหรับชีวิตปัจจุบันและชีวิตอนาคตด้วย" ( I
Timothy 4:8) "จริงอยู่ เราได้รับประโยชน์มากมายจากทางของพระเจ้า
พร้อมทั้งความสุขใจ" (I Timothy 6:6)

การที่เราทำงานรับใช้
ไม่ใช่เพราะเราสามารถทำอะไรได้มากกว่าหรือดีกว่าคนอื่น แต่ที่สำคัญคือ
เรามีพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของงานรับใช้ เจ้าของทุกสรรพสิ่ง
ที่เป็นต้นแบบแห่งการให้ การรับใช้อย่างสุดชีวิตของพระองค์เพื่อผู้อื่น
และเพื่อตัวเรามาก่อนแล้ว (Mark 10.45)
สิ่งที่เราทำนั้นเป็นการเดินตามรอยพระบาทของพระองค์
เพื่อแสดงว่าเรารักและต้องการตอบสนองต่อพระคุณของพระองค์เท่าที่จะสามารถกระทำได้
และด้วยความเชื่อว่างานทุกอย่างที่กระทำนั้นจะไม่สูญเปล่า (I
Corinthians 15.58)

คุณพร้อมจะออกไปรับใช้โดยร่วมมือกับคนอื่นมากขึ้นหรือไม่ ?
From: bandhit dawaen
Date: 2010/10/19
Subject: พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง ? โดย บัณฑิต ดาแว่น
คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น

www.KaoChristian.com